มีพระธาตุเสด็จมาตอนไปทำบุญที่วัด เรื่องนี้จริงหรือไม่ และควรจะบูชาอย่างไรดี
ดังตฤณวิสัชนา Dungtrin's Answer


ถาม – ดิฉันไปถวายสังฆทานที่วัด ในขณะที่พรมน้ำมนต์ก็มีพระธาตุเสด็จมามาก
ดิฉันก็เก็บพระธาตุกลับมา แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่
แล้วควรจะบูชาอย่างไรดีคะ


เรื่องของพระธาตุก็มีมาหลายกระแส
แล้วก็ถ้าหากว่าไปพบพระธาตุเสด็จที่ไหน แล้วก็เกิดความรู้สึกที่เป็นมงคล
หรือว่ามีความเลื่อมใสศรัทธาหนักแน่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มากขึ้นก็ดีเหมือนกัน
แต่บางทีนะ ก็อย่างล่าสุดก็เพิ่งมีข่าวไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
ที่ในวัดในกรุงเทพฯ มีคนไปขึ้นกันเยอะเลย บอกว่าพระธาตุเสด็จมา
เสร็จแล้วก็มาจับได้ทีหลังว่าเป็นการปล่อยพระธาตุมาด้วยเครื่องมือไฮเทค
เป็นเรื่องหลอกลวงกันไป



ซึ่งเอาอย่างนี้ก็แล้วกันคือผมเองที่บ้านก็มีพระธาตุนะ
คนให้มาไว้นานมากแล้วตั้งแต่สมัยยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว
ตอนนั้นผมจำความรู้สึกของตัวเองได้
ว่าเมื่อได้รับพระธาตุที่อ้างกันว่าเป็นพระธาตุนี่นะ
คือใจ ตอนนั้นอยากได้มาก
แล้วก็มีความรู้สึกเหมือนกับอยากกราบอยากบูชาพระพุทธเจ้า หรือสิ่งแทนพระพุทธองค์
อะไรก็ได้ที่จะเตือนให้เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธองค์มีอยู่จริง แล้วก็ยังอยู่กับเรา
ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีตอนได้พระธาตุมา มันมีความปีติปลาบปลื้ม
แล้วก็เอามาใส่ผอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาซื้อได้ในช่วงนั้น แล้วก็มีความสุขมาก
ทั้งวันบางทีแทบจะไม่ได้ทำอะไร ถ้าหากว่าเป็นวันว่างนะ
นั่งอยู่กับโต๊ะหมู่บูชานะครับ
แล้วก็ตาจับจ้องพระพุทธรูปบ้างหรือว่าผอบพระธาตุบ้าง
ก็มีความสุขเหลือเกิน
มีความรู้สึกว่าถ้าหากเรามีชีวิตอยู่แล้วก็มีความมั่นใจมีความอุ่นใจ
ว่าพระพุทธเจ้าหรือว่าร่องรอยของพระองค์ท่านยังอยู่กับเรานะ
แล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจไม่เคว้งคว้าง



แต่ต่อมาพอได้อ่านพระพุทธพจน์นะ อันนี้สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองเลย
ท่านตรัสว่าต่อให้จับสบงจีวรของท่านอยู่ จับสไบที่ท่านห่มครองอยู่นี่นะ อยู่ตลอดเวลา
ท่านก็ไม่บอกว่าได้ชื่อว่าอยู่ใกล้ท่านนะ
นี่ไม่ได้พูดถึงพระธาตุ นี่พูดถึงพระองค์ท่านเองเลย ตัวพระองค์ท่านเองเลย
แล้วก็คนที่มีโอกาสมีวาสนาอยู่ใกล้ท่านหลายคนก็ได้แต่เฝ้าชมรูปโฉมท่าน
มีปีติจริง มีกุศลจิตจริง มีกุศลธรรมจริง แต่ไม่มั่นคง ไม่ใช่ที่พึ่งที่ถาวร
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการที่เราได้มีอะไรบางอย่างไว้แทนพระองค์นี่ก็ดี
อย่างเจดีย์ที่สังเวชนียสถานอะไรแบบนี้
ท่านก็ตรัสไว้นะว่าผู้ที่ได้ไปเยี่ยมได้ไปสักการะนะครับ
ก็จะถึงสวรรค์ เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ได้ถึงสวรรค์ กรรมนั้นมีสิทธิ์ได้ถึงสวรรค์
เพราะว่าเป็นการไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เป็นการไปปลูกสร้างศรัทธาให้มีความปักหลักมั่นคงในจิตใจของเรา
แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งให้กับตัวเราได้อย่างแน่นอนถาวร คือการปฏิบัติธรรม



ท่านบอกว่าถ้าอยากจะบูชาท่านให้ปฏิบัติเป็นบูชา
ปฏิบัตินี่หมายความว่าท่านสอนอะไรมาก็ปฏิบัติตามนั้น
ทั้งในเรื่องของการให้ทาน มีน้ำใจ
ในเรื่องของการรักษาศีลให้ใจสะอาด
แล้วก็เจริญสติจนกระทั่งได้เห็นพระองค์ท่าน
ท่านตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา



ถ้าหากว่าเราได้เห็นพระธาตุแล้ว มีปีติแล้ว ก็ดี ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย
เป็นเรื่องที่เป็นมหามงคลเป็นเรื่องที่เราสามารถจะบอกได้ว่าเป็นวันดี
แต่อย่ายึด เพราะว่าสมัยนี้เราไม่รู้นะว่าองค์ไหนองค์จริงองค์ไหนองค์ปลอม
องค์ไหนเสด็จมาตามธรรมชาติ องค์ไหนเสด็จมาด้วยเครื่องมือไฮเทค
ผมไม่ได้พูดถึงว่าวัดไหนหลอกลวงหรือไม่หลอกลวง
แต่ผมพูดกว้างๆ นะว่าอย่าไปฝากใจไว้กับอะไรที่เป็นวัตถุภายนอก



แม้แต่อย่างพระพุทธรูปที่ผมเคารพกราบไหว้บูชาอยู่ทุกวันนี้
ผมก็รู้ว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ เป็นของที่สร้างขึ้นมา
แต่ของที่สร้างขึ้นมา อะไรก็แล้วแต่ที่แทนพระองค์ได้
กระตุ้นใจให้เราระลึกถึงพระพุทธองค์ได้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นนะ
ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะทำใจของเราให้เป็นธรรมะได้
สามารถที่จะปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องบูชาได้
อันนั้นแหละหลักประกันร้อยเปอร์เซ็นต์
ต่อให้ในภายหลังเราจะรู้ว่าเป็นของหลอกหรือเป็นของปรุงแต่ง อะไรอย่างไรก็แล้วแต่
เราก็ยังกราบไหว้ด้วยความเข้าใจอยู่ ว่านั่นเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
แล้วยิ่งถ้าหากว่านั่นเป็นพระธาตุจริงๆ ก็ยิ่งดีใหญ่เลยนะ
เรายิ่งได้สัมผัสถึงกระแสที่มีความสว่างมีความรุ่งเรืองมาก
ของอะไรก็แล้วแต่ที่แทนพระพุทธองค์ แล้วเรากราบไหว้ด้วยใจนี่นะ
มันจะมีความจริงจากใจเราเข้าไปอยู่ในวัตถุ
คือจะมีกระแสดึงดูดพุทธคุณมาลงที่วัตถุนั้นจริงๆ



นี่ขอย้ำนะ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ย้ำแรงๆ เลยว่า
ไม่ได้บอกนะว่านี่ของเก๊หรือของจริง แต่นี่พูดโดยกว้างเลยนะ
คำว่ากระแสพุทธคุณหมายถึงว่าพุทธานุภาพที่ยังคงอยู่
พุทธานุภาพนี่ถ้าใครเคยสัมผัสจะไม่สงสัย
หมั่นระลึกถึงพระพุทธเจ้าเรื่อยๆ กราบไหว้โต๊ะหมู่บูชาของตัวเองเรื่อยๆ
พระปฏิมาจะสว่างรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ



ถ้าคนธรรมดาสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ
ว่ามีความสว่าง มีความเบิกบาน มีความชื่นบาน มีความปลอดโปร่ง
ต่อให้ห้องพระนั้นนะเดิมทีให้ความรู้สึกทึบๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไม่น่าอยู่มาก่อน
แต่เราเข้าไปกราบไหว้ทุกวัน เข้าไปสวดอิติปิโส
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ทุกวัน ย้ำๆ ทั้งเช้าทั้งเย็น
ในที่สุดห้องนั้นมีความสว่างเบิกบาน มีความปลอดโปร่งขึ้นมา
มีความโล่งโถงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประสบการณ์ตรงกันของชาวพุทธทุกคน
ที่ได้กราบไหว้บูชาได้สวดมนต์แล้วก็เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา



แต่ถ้าคนที่เห็นเลยนะเห็นเรื่องของสิ่งที่มันมองไม่ได้ด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยตา
จะเห็นชัดเจนเลยนะว่ายิ่งเรากราบไหว้ยิ่งเราบูชา
ความเป็นพุทธานุภาพหรือว่าพุทธคุณ
ก็จะมาลงที่วัตถุนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องไปปลุกเสกที่ไหน
ขอให้เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วมีใจแน่วแน่เป็นสมาธิในการสวดมนต์
ในการบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจริงๆ
มันเกิดเป็นความมหัศจรรย์ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ
แล้วก็สามารถรู้เห็นได้ด้วยความมีสัมผัสภายในพิเศษของแต่ละคนนะ
ถ้ายิ่งมีสมาธิมากก็จะยิ่งมีสัมผัสตรงนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แล้วถ้าหากว่าไม่ไปหลงอะไรที่มันเกินขอบเขต เกินความสามารถของตัวเองมากเกินไปนะ
เอาเฉพาะตรงที่ว่าเราได้ความอบอุ่นใจจากการสัมผัสพุทธานุภาพ
ที่ออกมาจากเครื่องกระตุ้นให้ระลึกสัญลักษณ์ของความเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดเลยก็คือจะเหนี่ยวนำให้เรา
อยากจะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานในใจของเราอย่างแท้จริงนะครับ

ตรงนั้นแหละธรรมะจะติดตามเราไปทุกที่ทุกเวลา ซึ่งมันเป็นประโยชน์สูงสุด
มันเป็นการบูชาธรรม บูชาพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีอะไรอื่นเหนือไปกว่านั้นอีกแล้ว



ก็สรุปคือหาที่ประดิษฐานให้แบบพระธาตุนะครับ แล้วก็บูชาตามปกติ
เอาไปไว้ที่โต๊ะหมู่บูชานั่นแหละ
วางไว้เสมอกันกับพระปฏิมาก็ได้ หรือว่าจะลดลงมาชั้นหนึ่งก็ได้
เพราะว่าเป็นเครื่องแทนพระพุทธเจ้าเหมือนๆ กัน



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved