เถ้าน้ำค้าง ๔๙
วรรณกรรมนำใจ Lite Literature


Tao Nam Kang - front re


ชลนิล




(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



บทที่ ๓๒



            “ไปค่ะ”

            “แหม...ทำไมตัดสินใจเร็วจัง”

            “ไม่ได้สิคะ โอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อยนี่”

            “งั้นตกลงไปวันพรุ่งนี้นะ”

           “ได้ค่ะ...แต่ขอพาเพื่อนไปด้วยได้หรือเปล่า”

            “ใครเอ่ย?”

            “เจ้าหมู...เอ๊ย บูรพาค่ะ เขาฟังเทศน์เป็นเพื่อนลานประจำ จนศรัทธาคุณย่าเหมือนกัน ถ้าเขารู้ว่ามีโอกาสไปกราบท่าน แล้วลานไม่ยอมชวน...รับรองมันต้องบ่นไปหลายวันแน่”

            “ได้สิ...ไปกันหลายคนก็ดีเหมือนกัน”

            หลังจากรักษาอาการติดเชื้อหลายวัน ลานน้ำค้างเพิ่งได้รับอนุญาตจากหมอนภัทรให้กลับบ้านวันนี้...

            ตอนเช้าตรู่ หมอน้ำทิพย์แวะมาคุยด้วย พูดคุยถึงซีดีธรรมะ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่เทศน์ ลานน้ำค้างบอกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการฟัง และการน้อมนำมาปฏิบัติ หมอน้ำทิพย์จึงถามว่าชอบเทศนาของครูบาอาจารย์ท่านไหนเป็นพิเศษ

            ลานน้ำค้างตอบว่า “คุณย่ามาลัย” อาจเพราะท่านมีคำสอนเรียบง่าย กระชับ ชัดเจน โดนใจ สามารถนำไปปฏิบัติง่าย เหมาะกับตนเอง

            หมอน้ำทิพย์ได้ยินอย่างนี้ ก็บอกว่าท่านอยู่ที่วัดในจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพฯนี่เอง คุณหมอตั้งใจจะไปกราบ ทำบุญกับท่านอยู่เหมือนกัน...ถามลานน้ำค้างว่าจะไปด้วยกันหรือไม่ ซึ่งหญิงสาวรีบตอบรับทันที

            “ต้องเตรียมอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ” ลานน้ำค้างถามเพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูก

            “แล้วแต่เราสะดวกนั่นแหละจ้ะ...เหมือนไปทำบุญกับพระนั่นแหละ” หมอน้ำทิพย์บอกง่าย ๆ

            สองสาวพูดคุย นัดแนะเรื่องเวลา สถานที่สักครู่ หมอน้ำทิพย์ก็ขอตัวออกไปตรวจคนไข้ใน ลานน้ำค้างจึงมีเวลาว่าง กว่าแม่กับบูรพาจะมารับก็ราว ๆ เที่ยง

            หญิงสาวลงจากเตียง เลื่อนหน้าต่างออก รับอากาศบริสุทธิ์ ระบายลมหายใจที่คั่งค้าง ก่อนสูดลมหายใจเข้ายาว ๆ แล้วผ่อนออกด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ราบเรียบ จากนั้นปล่อย เฝ้าดูลมหายใจอย่างสบาย ๆ ทอดสายตามองกว้าง ๆ มีสติเฉพาะหน้า เพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจจิตใจก็ปลอดโปร่ง เบิกบาน รู้สึกใจมีกำลัง ปราดเปรียว ว่องไว

            หันกลับมาอีกทีก็แปลกใจที่เห็นผู้ชายร่างสูง ผมตัดสั้น ใบหน้าสะอาดใส ดูอ่อนเยาว์ พร้อมนัยน์ตาคู่สวยมองมาแทนคำเอ่ยปากทักทาย

            “สวัสดีค่ะ มาหาใครคะ...เข้าห้องผิดหรือเปล่า” ลานน้ำค้างทักทายด้วยน้ำเสียงล้อเลียน

            ผู้มาเยือนยิ้มเขิน ๆ ยกมือจับเส้นผมที่ถูกตัดสั้น เหมือนยังไม่มั่นใจกับ ‘ลุค’ใหม่ของตัวเอง

            “โอ้โห ถ้าพี่มีแรงมากกว่านี้นะ คงกรี๊ดต้อนรับลั่นห้องแล้ว...อุตส่าห์มีนักร้องหนุ่มรูปหล่อขนาดนี้มาเยี่ยม ทั้งที”

            “เลิกแซวผมทีเถอะ แค่นี้ก็อายจะแย่แล้ว” ใบหน้าโดมเป็นสีระเรื่อ

            “ไม่ได้แซวนะ วันนี้โดมหล่อจริง ๆ หล่อกว่าทุกวันที่เคยเจอเลย” หญิงสาวเถียงตาใส

            อาคันตุกะที่มาเยี่ยมต่อจากหมอน้ำทิพย์คือโดม แต่โดมวันนี้ไม่เหมือนทุกวัน เส้นผมเขาถูกตัดสั้น เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ชัดเจน ขับเน้นดวงตาคู่สวยที่ละม้ายมารดาให้โดดเด่น สะดุดตากว่าทุกคราว ที่ยังเหมือนเดิมคือการแต่งกายง่าย ๆ ปอน ๆ

            “นึกยังไงถึงไปตัดผมล่ะ” ลานน้ำค้างถาม

            “ทำไม...ผมดูแย่มากเหรอ” ถึงย้อนถามอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็ไม่ใส่ใจคำตอบมากนัก คล้ายเป็นการพูดเลี่ยงมากกว่า

            “ไม่หรอก...หล่อกว่าเดิมตั้งหลายเท่าแน่ะ อย่างนี้มีแฟนคลับเพิ่มมาอีกกระบุงแน่”

            โดมแค่ยิ้มรับ จงใจไม่อธิบายรายละเอียด เหตุผลของการตัดผมครั้งนี้

            ลานน้ำค้างไม่เซ้าซี้ถาม เห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำคัญอะไร รู้สึกแค่วันนี้เขาดูปลอดโปร่ง สบายใจ ไม่หมกมุ่นจมความเศร้า หรือรู้สึกแย่ในการถูกปฏิเสธความรักก็ดีแล้ว

            “รีบมาเยี่ยมพี่แต่เช้าอย่างนี้ ตั้งใจมาอวดความหล่ออย่างเดียวหรือเปล่า” ลานน้ำค้างถาม

            โดมยื่นกระดาษที่มีหมายเลขโทรศัพท์ให้แทนคำตอบ

            “เบอร์ใครเหรอ?” ลานน้ำค้างสงสัย

            “เบอร์ของผมเอง” โดมตอบ

            “แหม...เป็นคนดังนี่ลำบากนะ ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์บ่อย ๆ” หญิงสาวหยอก

            “เปล่า...” โดมตอบ “ผมยังไม่ได้เปลี่ยนเบอร์ แต่ผมซื้อโทรศัพท์อีกเครื่อง เป็นเบอร์พิเศษสำหรับลาน!”

            หญิงสาวชะงัก เงยหน้ามองเด็กหนุ่ม แววตาโดมฉายชัดความจริงใจ เห็นแล้วชวนให้ใจนึกหวั่น ทั้งที่ลานน้ำค้างแน่ใจว่า...เคลียร์...ความรู้สึกกับโดมเรียบร้อยแล้ว

            “ลานชอบบ่น เรื่องที่ผมปิดโทรศัพท์บ่อย ๆ ฝากข้อความไว้ก็ไม่เปิดดู ไม่โทรกลับ...” โดมมองหล่อนด้วยแววตาอบอุ่น มีความเข้าใจ “สำหรับเบอร์นี้ ผมจะเปิดสายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รับรองว่าไม่ปิด...ยกเว้นตอนแบ็ตฯหมด”

            ลานน้ำค้างยิ้มออก คลายใจลง เชื่อว่าโดมเข้าใจเธอ...ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง

            หญิงสาวไม่ห้าม...ให้เขารัก...และเขาก็ไม่สามารถบังคับให้หล่อนรักตอบได้เช่นกัน...

            “ตกลงจ้ะ...ต่อไปถ้ามีธุระ พี่จะโทรหาโดมที่เบอร์นี้ก็แล้วกัน” หญิงสาวรับปาก

            “ไม่มีธุระก็โทรหาได้นะ” โดมบอก

            “ครับพ้ม...” หญิงสาวทำท่าตะเบ๊ะรับคำหนักแน่น โดมอดยิ้มตามไม่ได้

            ประตูห้องคนป่วยเปิดออก ทั้งสองหันไปมองโดยไม่ได้นัดหมาย...

            หมอนภัทรเดินเข้ามา พอเห็นลูกชายตนเองอยู่ในห้องคนป่วย นัยน์ตาก็ฉายแววแปลก ยิ่งสังเกตเส้นผมที่เคยปล่อยยาว ถูกตัดสั้นเป็นคนละทรง ตรงข้ามจากเดิม ก็มีรอยยิ้มบาง ๆ จุดที่มุมปาก
  
            “สวัสดีค่ะคุณหมอ” ลานน้ำค้างทักทาย

            “ผมไปก่อนนะ” โดมบอกหญิงสาว ก่อนมองหน้าบิดา แววตาย้ำไม่ให้พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเขาให้ลานน้ำค้างฟัง

            “จะไปไหนล่ะโดม” หมอนภัทรจงใจรั้งลูกชาย

            “ไปที่บริษัท...เขานัดให้ไปคุยเรื่องทำซิงเกิ้ลใหม่” โดมตอบสั้นที่สุด

            “อืมม์” หมอนภัทรพยักหน้ารับทราบ เด็กหนุ่มทำท่าจะรีบไป แต่นึกได้ว่าควรพูดให้จบก่อน

            “ผมคงต้องทำซิงเกิ้ล และอัลบั้ม ตามสัญญาที่เซ็นไว้กับเขา แต่ยังไงผมก็จะไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์แน่ ๆ”

            เป็นครั้งแรกที่ลานน้ำค้างเห็นหมอนภัทรยิ้มจริง ๆ น่าเสียดายที่คนเป็นลูกชายรีบออกจากห้องเสียก่อน จึงไม่รู้ว่ามีรอยยิ้มพึงใจตามหลังเขาไป

            เมื่ออยู่กันสองคน ลานน้ำค้างรู้สึก หมอนภัทรเปลี่ยนไป ระยะห่างระหว่างหมอกับคนไข้ที่เคยมีหดสั้นลง คล้ายนายแพทย์เห็นหล่อนเป็นญาติสนิทคนหนึ่ง...

            “ขอบใจนะ เรื่องเจ้าโดม” หมอนภัทรพูด

            “เรื่องอะไรคะ ลานไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” หญิงสาวถ่อมตัว

            “มันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เพราะเธอ...” คุณหมอพูดตรง ๆ ลานน้ำค้างกระดาก

            “เขาเปลี่ยนด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ...คนอย่างโดมคงไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครหรอก”

            ถึงตรงนี้ หมอนภัทรไม่พูดต่อ หยิบชาร์ตคนไข้ขึ้นมาดู ถามไถ่อาการ ตรวจเช็คตามปกติ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา ให้กลับบ้านได้วันนี้

            หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย คุณหมอก็ฝากข้อความถึงเลียบเมือง

            “บอกเลียบเมืองให้ติดต่อผมหน่อยนะ จะคุยเรื่องเกี่ยวกับการหาไขกระดูก”

            “หาได้แล้วหรือคะ” ลานน้ำค้างสงสัย

            “ไม่ใช่หรอก...เมื่อวานผมลองเช็ครายชื่อหมอที่รู้จักทั้งในและนอกประเทศดู ปรากฏว่ามีอยู่สามสี่แห่งที่เขารับปากจะช่วยติดตามหาให้ ถ้ายังไง ผมจะให้ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อของพวกเขากับเลียบเมือง เผื่อเขาอยากคุยรายละเอียดเพิ่มเติม หรือไม่ก็อาจจะบินไปติดต่อประสานเองก็แล้วแต่...”

            “โห...ลำบากจัง” ลานน้ำค้างเสียงอ่อย เกรงใจ “เอ่อ...ลานจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจริงหรือคะ”

            นายแพทย์ใหญ่มองหน้าหญิงสาว ก่อนชั่งใจเลือกใช้วาจาในการอธิบาย

            “ที่จริงผมก็อยากทำคีโมให้จบก่อน” พูดแล้วหยุดคิดชั่วขณะ “แต่ถ้าได้ไขกระดูกมาจริง ๆ ก็ดี...สำหรับเคสของคุณ การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสหายมากกว่าทำคีโม”

            “ค่ะ” ถึงคุณหมอจะไม่อธิบายละเอียด ลานน้ำค้างก็พอเข้าใจ ยอมรับอาการตัวเอง

            “ลานได้ยินมาว่า ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกมันสูงมาก...ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ยังไม่อยากทำเท่าไหร่ เกรงใจคุณเลียบเมืองที่เขาต้องมาช่วยออกค่ารักษาให้”

            ลานน้ำค้างพูดจากใจจริง...อย่าว่าแต่เรื่องค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเลย แค่รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันนี้ก็อึดอัด ลำบากใจจะแย่แล้ว

            “ไม่เป็นไรหรอก” หมอนภัทรพูดง่าย ๆ “ถ้าคุณได้ไขกระดูกมาจริง ทางโรงพยาบาลจะไม่คิดค่ารักษา ค่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก”

            ลานน้ำค้างเบิกตากว้าง อึ้งจนเกือบพูดอะไรไม่ออก

            “ทำไมล่ะคะหมอ” ถามอย่างงุนงง ไม่เข้าใจ

            “ผมคงคิดเงินค่ารักษากับคนที่เอาลูกชายมาคืนให้ไม่ได้หรอก” หมอนภัทรตอบ

            “แต่ลานไม่...” หญิงสาวไม่ทันโต้แย้ง หมอนภัทรก็เก็บชาร์ตและยิ้มให้ก่อนออกจากห้อง



            หมอนภัทรตั้งใจรักษาลานน้ำค้างแบบไม่คิดเงินจริง ๆ ไม่ใช่แค่ค่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดของลานน้ำค้างด้วย เหตุผลการกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องควรบอกหญิงสาว...

            “แกสามารถทำอะไรบางอย่าง เพื่อพิสูจน์คำพูดตัวเองได้มั้ย” นี่คือคำท้าทายของหมอนภัทรที่มีต่อลูกชายตนเอง

            “พ่อจะให้ผมทำอะไร” โดมถามอย่างไม่ลังเล

            นายแพทย์ใหญ่มองเข้าไปในดวงตาลูกชายคนโต เห็นแววเอาจริง ตรงไปตรงมา จึงเอ่ยปากเพื่อวัดใจลูกชายตัวเอง

            “แกก็รู้ว่าพ่อชอบอะไร ไม่ชอบอะไร...ถ้าแกสามารถเปลี่ยนตัวเองอย่างที่พ่อเห็นสมควรได้ พ่อก็จะรับคำขอของแก”

            “ได้ครับ!” โดมตอบรับทันที

            เงื่อนไขของหมอนภัทรไม่ได้เจาะจง ชี้ชัด สั่งให้โดมต้องทำอะไร ถึงอย่างนั้น คนฉลาดอย่างโดมย่อมรู้ พ่อจะพอใจ หากเขายอมทำสิ่งใดบ้าง...



            เช้าวันนี้ หมอนภัทรจึงเห็นโดมตัดผมสั้นเรียบร้อย อีกทั้งยังเอ่ยปากจะสอบเอ็นทรานซ์ เพื่อกลับไปเรียนต่ออย่างที่พ่อต้องการ

            ส่วนเรื่องร้องเพลง เขามีเหตุผลที่ยังเลิกไม่ได้ คือติดสัญญาต้องทำอัลบั้ม...ซึ่งข้อนี้โดมรู้ว่าพ่อเข้าใจเหตุผล

            เมื่อโดมยอมเปลี่ยนตัวเองตามสัญญา หมอนภัทรก็ต้องทำอย่างที่รับปาก เขาพยายามค้นหาข้อมูล เพื่อนฝูงเก่า ๆ ในวงการแพทย์ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ เพื่อเสาะหาไขกระดูกมาให้ลานน้ำค้าง

            อีกทั้งยังตั้งใจไม่คิดค่าใช้จ่ายในการรักษาหญิงสาวตั้งแต่วันนี้ เพื่อแสดงความเป็น ‘คนจริง’ เช่นเดียวกับลูกชาย

            ลานน้ำค้างไม่อาจรู้เบื้องหลังเหล่านี้ เพราะสองพ่อลูกย่อมไม่มีวันปริปากพูดเรื่องสัญญาลูกผู้ชายเด็ดขาด




- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            วัดที่หมอน้ำทิพย์พาลานน้ำค้างกับบูรพามานั้น อยู่ไม่ไกลกรุงเทพนัก ขับรถออกนอกเมืองไม่เกินสองชั่วโมงก็ถึง เป็นวัดที่มีบริเวณกว้างขวางหลายไร่ ต้นไม้หนาตา แต่ยังไม่ถึงขั้นหนาแน่นขนาดวัดป่าในภาคอีสาน

            บริเวณวัดถูกแบ่งเป็นสองด้าน ส่วนหนึ่งเป็นฝั่งที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ อีกด้านเป็นโรงครัวและกุฏิแม่ชี มีเขตแนวชัดเจน พระภิกษุไม่มาก้าวก่าย

            กุฏิคุณย่ามาลัยอยู่ด้านในสุด จัดบริเวณเป็นที่พักและรับแขก แสดงธรรมแก่ลูกศิษย์ที่มาหา มาทำบุญ

            ขณะที่หมอน้ำทิพย์พาทุกคนมาถึง ก็เห็นลูกศิษย์กลุ่มเล็ก ๆ มานั่งรอคุณย่ากันอยู่ก่อนแล้ว

            ในกลุ่มลูกศิษย์นั้น ลานน้ำค้างคุ้นตากับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเคยพบก่อนเข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุด

            “สวัสดีค่ะ คุณกาญจนา” ลานน้ำค้างเข้าไปทักทาย

            หญิงกลางคน ร่างท้วม ใบหน้าแจ่มใสคนนี้คือคุณกาญจนา...ยายของปันปัน

            “อ้าวหนูนั่นเอง รู้จักคุณย่าเหมือนกันเหรอ” คุณกาญจนาทักทายตอบ

            “อ้อ ได้รู้จักก็เพราะพี่ทิพย์...เอ๊ย พี่หมอน้ำทิพย์ค่ะ...”

            จากนั้นเป็นการสนทนาวิสาสะ แนะนำตัว ทำความรู้จักระหว่างกัน หมอน้ำทิพย์คุ้นเคยกับกลุ่มลูกศิษย์คุณย่าอยู่แล้ว สังเกตได้จากการทักทาย ถามไถ่อย่างเป็นกันเอง จนลานน้ำค้างได้รู้ว่าคุณพ่อของหมอน้ำทิพย์เคยบวชอยู่ที่นี่ จำพรรษาได้ราวสองสามพรรษาก็ย้ายไปอยู่ที่วัดทางภาคอีสาน

            มิน่า...คุณหมอสาวคนนี้ถึงรู้จักคุณย่ามาลัย และครูบาอาจารย์หลายองค์ชนิดที่บอกเล่าได้ละเอียด

            บูรพาออกจะแปลกใจ สงสัยเรื่องคุณยายของปันปัน แต่นิ่งฟังไปเรื่อย ๆ จนสามารถโยงเรื่องได้...เข้าใจเองโดยไม่ต้องมีคำอธิบายมากมาย...ที่ลานน้ำค้างติดเชื้อจนต้องเข้าโรงพยาบาลคราวนี้ ก็เพราะไปตามหายายของปันปันร่วมกับเลียบเมืองนั่นเอง

            ทั้งหมดนั่งรอไม่นานคุณย่ามาลัยก็ออกมาจากห้อง โดยมีแม่ชีอุปัฏฐากคอยระวังดูแล อายุของท่านน่าจะอยู่ในราว ๆ แปดสิบกว่าปี รูปร่างเล็ก บอบบาง ยังดูแข็งแรง เท่าที่คนวัยนี้จะแข็งแรงได้ สามารถเดินโดยไม่ต้องมีใครประคอง ไม่ใช้ไม้เท้า ใบหน้าสว่าง ผ่องใส ชวนให้ผู้พบเห็น อยู่ใกล้เกิดความอบอุ่น ชุ่มชื่นจิตใจ

            คุณย่านั่งคุยกับลูกศิษย์กลุ่มคุณกาญจนาก่อน เรื่องราวที่คุยมีทั้งเรื่องทั่วไป เรื่องสุขภาพ จนถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมของแต่ละคน น้ำเสียงของท่านเสนาะ ชัดใส ดวงตาเปี่ยมด้วยเมตตา

            กลุ่มของคุณกาญจนาคุยจบ ก็ถอยออก เปิดโอกาสให้หมอน้ำทิพย์พาลานน้ำค้างกับบูรพาเข้าไปกราบคุณย่าบ้าง

            “คุณหมอ...วันนี้พาใครมาด้วยล่ะ” คุณย่าทักทายเช่นคนคุ้นเคย

            “พาน้อง ๆ มากราบค่ะ...พวกเขาได้ฟังซีดีคุณย่าแล้วเกิดศรัทธา อยากมากราบ...”

            คุณย่าหันมามองสองหนุ่มสาวชั่วขณะแล้วยิ้มน้อย ๆ

            “มากราบเฉย ๆ จะได้ประโยชน์อะไร...ฟังซีดีกันแล้วได้ภาวนากันบ้างหรือเปล่า” คุณย่าถามลานน้ำค้าง

            “เอ่อ...ยังไม่ค่อยได้ปฏิบัติเท่าไหร่คะ...” ลานน้ำค้างกระดาก ไม่คาดว่าคุณย่าจะถามถึงเรื่องนี้

            “ที่ว่ายังไม่ค่อยปฏิบัติน่ะ ทำอะไรมาบ้าง” คุณย่าจงใจ ‘จี้’ หญิงสาว

            “ก็...สวดมนต์ นั่งสมาธิตอนเช้าบ้าง...ก่อนนอนบ้างค่ะ” ลานน้ำค้างตอบอาย ๆ

            “อย่างนั้นเรียกว่าเป็นการปฏิบัติในรูปแบบ... แล้วระหว่างวันได้เจริญสติบ้างมั้ย” คุณย่าถาม

            “ทำบ้างค่ะ...ส่วนใหญ่มันจะเผลอทีละนาน ๆ ค่อยรู้สึกตัว มีสติ” ลานน้ำค้างนอนโรงพยาบาลหลายวัน ถึงจะใช้เวลาส่วนใหญ่ฟังซีดีธรรมะ แต่พอไม่ได้ฟังก็ปล่อยตัว ปล่อยใจให้เผลอ คิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย กว่าจะ รู้สึกตัวอีกทีก็เผลอเป็นชั่วโมง บางวันหนักกว่านั้นถึงครึ่งวัน

            “ยังดี...ที่รู้ว่าเผลอครั้งละนาน ๆ” คุณย่ายิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ฝึกเจริญสติด้วยการตามดู...ความเผลอ นี่แหละ เผลอตัวทีแล้วค่อยรู้สึกไป ดูสิว่าวัน ๆ นึงเราจะรู้ว่าเผลอได้สักกี่ครั้ง...ตามดูไปเรื่อย ๆ คราวนี้จากที่เผลอตัว นาน ๆ มันก็จะเผลอตัวสั้นลง”

            “ค่ะ” ลานน้ำค้างรับคำ

            คุณย่าหันไปถามบูรพา

            “แล้วเราล่ะ ภาวนาบ้างมั้ย”

            บูรพายิ้มเขิน ๆ อายที่จะตอบ

            “ผมสวดมนต์ทุกคืนครับ” ไม่กล้าบอกว่าเพิ่งคิดอยากสวดมนต์ก่อนนอน ก็ตอนได้ฟังเทศน์พร้อมลานน้ำค้าง “ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ ส่วนระหว่างวันไม่ได้เจริญสติเลย ไม่รู้ว่าจะทำยังไง”

            ชายหนุ่มตอบเกือบจะรวดเดียว ในใจนึกหวั่น รู้สึกเหมือนคุณย่ามองทะลุใจเขากระจ่าง ชัดเจน

            “การเจริญสติระหว่างวันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด...รู้มั้ย” คุณย่าย้ำ “ของเราน่ะ เจริญสติด้วยการดูจิตตัวเองไปเลย...ดูว่ามันดีด มันดิ้นทั้งวันยังไงบ้าง”

            “ดีดดิ้น...” บูรพาทวนคำ ไม่เข้าใจ

            นัยน์ตาคุณย่าแจ่มใส กระจ่าง ฉายความเมตตาออกมาเป็นปกติ

            “คนแก่แล้วก็ชอบติดคำพูดแบบคนแก่นั่นแหละ” ท่านบอกกึ่งบ่น “ใจมันดีดดิ้นด้วยความคิดดี คิดชั่ว ด้วยความปรุงแต่งในใจต่าง ๆ อย่างไร ก็ให้คอยตามรู้ ตามดูมันไป...ใจมันสุข ทุกข์ เฉย ๆ ก็คอยตามดูมันไป...ดูอย่างเดียว รู้อย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น”

            “ครับ” บูรพารับคำทั้งที่ไม่เข้าใจนัก คุณย่าจึงขยายความต่อ

            “ใจมันดิ้นเพราะความรัก...ก็ให้รู้ ใจมันดิ้นอยากหนีทุกข์จากรัก...ก็ให้รู้...ดูใจมันไปอย่างที่มันเป็น อย่าไปแทรกแซง”

            คำพูดนี้เหมือนลูกศรเสียบใจชายหนุ่มอย่างจัง

            “ครับ” การรับคำคราวนี้ ไม่ใช่แค่รับคำแบบส่ง ๆ แน่นอน




- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            ออกจากกุฏิคุณย่ามาลัย แต่ละคนต่างได้รับแนวทางการปฏิบัติธรรมอย่างไม่คาดมาก่อน ในใจรู้สึกว่าคำแนะนำที่ตนได้รับ ล้วนถูกตรง เหมาะกับตนเองอย่างไม่น่าเชื่อ

            หนุ่มสาวทั้งสามออกมาทันกลุ่มคุณกาญจนา ที่เพิ่งกลับมาจากการขึ้นไปไหว้พระ ทำบุญที่ศาลา ยังไม่ทันออกจากวัด

            “เป็นอย่างไรบ้างหนู มากราบคุณย่าครั้งแรก” คุณกาญจนาถามลานน้ำค้าง

            “ท่านแนะนำเรื่องการเจริญสติให้ค่ะ” หญิงสาวตอบ

            “หือ...” คุณกาญจนาร้องอย่างแปลกใจ “ท่านสอนเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกเลยหรือ?”

            “ค่ะ” ลานน้ำค้างรับคำ นึกสงสัยในคำถามคุณกาญจนา

            “แสดงว่าพวกหนูคงมีพื้นฐานมาดีนะเนี่ย เพราะท่านเลือกสอนลูกศิษย์เหมือนกันนะ อย่างฉันนี่ก็มาตั้งหลายครั้ง ฟังท่านสอนคนอื่นก่อนตั้งหลายรอบ กว่าท่านจะแนะนำให้”

            “สงสัยพวกหนูได้ฟังเทศน์ของท่านจากซีดีมาก่อนแล้วค่ะ” ลานน้ำค้างบอก

            “อืม...เห็นจะจริง” คุณกาญจนาคล้อยตาม

            “เอ่อ แล้วคุณป้ากาญจนามาเป็นลูกศิษย์ท่านนานหรือยังคะ” หญิงสาวถาม

            “ก็ตั้งแต่มีเรื่องทุกข์หนัก ๆ นั่นแหละ” ผู้สูงวัยตอบด้วยรอยยิ้ม ลานน้ำค้างเข้าใจดี... “ตอนนั้นหันไปทางไหนก็มืดไปหมด ดีนะที่มีเพื่อนพามาที่นี่ ได้พบท่าน ได้ฟังธรรมะจนจิตใจเยือกเย็นลง อาจเพราะท่านมีวิธีสอนแบบเฉพาะตัว ฉันถึงได้รู้สึกลงใจในธรรมของท่าน รู้ว่าท่านเข้าใจเราจริง ๆ จนเป็นปีนั่นแหละ กว่าท่านจะเริ่มสอนการเจริญสติให้อย่างจริงจัง”

            ผู้ฟังต่างไม่คัดค้าน มีความเห็นด้วยโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

            “ถือว่าเป็นบุญนะ ที่ได้เจอท่านในเวลานั้น ไม่งั้นตอนนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้”

            คุณกาญจนาทิ้งท้ายก่อนขึ้นรถกลับไป ลานน้ำค้างมองตามโดยมีคำถามขึ้นมาในใจ...ถ้าธรรมะสามารถเยียวยาความทุกข์ใจของคุณกาญจนาได้ขนาดนี้...แล้วสำหรับตัวหล่อนเอง ที่มีความทุกข์กายจากอาการป่วยไข้...ธรรมะจะช่วยให้ความทุกข์บรรเทาเบาบางลงได้หรือไม่...

            ต้องลองศึกษา...เรียนรู้ดู...คำนี้ก้องชัดในหัว

             ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้นั้น มีไว้เพื่อให้สาธุชนน้อมนำไปปฏิบัติ พิสูจน์เพื่อให้เห็นผลด้วยตัวเอง!




- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            ระหว่างทางเข้ากรุงเทพฯ หมอน้ำทิพย์ ลานน้ำค้าง และบูรพาต่างก็พูดถึงแนวทางปฏิบัติที่ได้รับคำแนะนำมา โดยมีหมอน้ำทิพย์คอยอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่มีข้อสงสัย ขยายความให้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น จนทำให้ทั้งสองกระจ่างชัดกว่าเดิม ประกอบกับฟังซีดีธรรมะเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว พอได้รับคำแนะนำ ไขข้อข้องใจจึงไม่มีส่วนใดติดขัด เหลือเพียงค่อยปฏิบัติ เรียนรู้ไปตามกำลัง ไม่เร่งร้อน

            ทั้งสามแยกกันเมื่อถึงกรุงเทพ หมอน้ำทิพย์ไปโรงพยาบาล บูรพาส่งลานน้ำค้างที่บ้าน ส่วนตัวเขาไปมหาวิทยาลัย



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved