ศิวาดล ๒
วรรณกรรมนำใจ Lite Literature


cover siwadol

ชลนิล



(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            หลายปีผ่านไป...

            ใบสมัครงานสองใบถูกวางตรงหน้า มีแค่รูปถ่าย ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่

            รูปในใบสมัครแรกเป็นผู้ชาย หน้าคม ตาโต ตัดผมทรงดอกกระถิน คล้ายทิดสึกใหม่ ทำให้ใบหน้าดูเด๋อด๋า สมกับเป็นคนต่างจังหวัด

            เขาชื่อพิจิก สมัครงานเป็นคนขับรถ

            รูปในใบสมัครที่สองเป็นหญิงสาว ผิวขาว หน้าหมวย ตัดผมทรงหน้าม้าเต่อ ผมยาวเคลียไหล่ปกปิดรายละเอียดบนใบหน้ากว่าครึ่ง ดวงตาเรียวรีดูไม่มีพิษภัย เป็นคนต่างจังหวัดเช่นกัน

            เธอชื่อเมษา สมัครงานเป็นผู้ช่วยแม่ครัว

  

            นายสมยศ พ่อบ้านของศิวาดลผู้รับสมัครงาน เป็นชายวัยสามสิบกลาง แต่งกายสุภาพ สวมแว่น ลักษณะคงแก่เรียน ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ มองดูภาพถ่ายที่ติดใบสมัครสลับกับตัวจริงที่กำลังยืนเก้ ๆ กัง แต่งตัวโทรม ๆ สมกับเพิ่งมาจากต่างจังหวัด รอคอยคำตัดสินของเขาด้วยท่าทีแหย ๆ เหมือนคนไม่มั่นใจตัวเอง

            ตัวจริงกับภาพถ่ายที่เห็นแทบไม่มีความแตกต่าง เหมือนเจ้าตัวเพิ่งถ่ายรูปมาเมื่อวานเพื่อใช้สมัครงานนี้โดยเฉพาะ

            หากกรณีปกติแล้ว ด้วยลักษณะท่าทาง และคุณสมบัติตามใบสมัครแค่นี้ นายสมยศคงปฏิเสธเด็ดขาด ไม่รับเข้าทำงาน ถึงตำแหน่งนั้นจะไม่สำคัญอะไร แต่หากเป็นตำแหน่งใน ‘ศิวาดล’ แล้ว ผู้ที่มาทำงานต้องมีคุณสมบัติดีกว่านี้

            เหตุผลเดียวที่นายสมยศปฏิเสธไม่ออก คือ ‘คนฝากงาน’ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

            “จะให้ผมรับสองคนนี้เข้าทำงานจริงเหรอน้าชาติ” เสียงถามอ่อย เพราะน้าชายคนนี้คือผู้ส่งเสียตนจนเรียนจบ

            “ทำไม...มีปัญหาอะไร” น้าชาติ...ชายหนวดเฟิ้มถามเสียงเคร่ง

            “ก็...เอ่อ...” นายสมยศทำหน้าปูเลี่ยน ไม่กล้าบอกตรง ๆ ว่าคุณสมบัติไม่พอสำหรับการเข้าไปทำงานในศิวาดล

            “เอ่อ...คุณ...เข็มทอง...แม่บ้านใหญ่ของศิวาดล...แก...ช่างเลือก” พูดแล้วต้องรีบหลบตาอีกฝ่าย

            “หมายความว่า...มึงจะไม่รับใช่มั้ย” เสียงดุแกมขู่กรรโชก

            “ไม่ใช่ผมจะไม่รับ...แต่...” เขาพยายามนึกหาเหตุผลละมุนละม่อม นุ่มนวลที่สุด

            ฝ่ายสูงวัยกว่ากลับสวนมาก่อน

            “ตั้งแต่มึงเรียนจบมา...ทำงานสิบกว่าปีมานี่...กูเคยขอร้องอะไรมึงบ้างมั้ย”

            “ไม่เคยครับ” นายสมยศตอบเต็มปาก พอช่วยส่งเสียเขาจนเรียนจบน้าชายคนนี้ก็ไม่เคยเข้ามาวุ่นวายในชีวิต...จนวันนี้แหละ

            “เออ...เพราะงั้นไม่ต้องมีแต่...ทำตามที่กูขอนี่แหละ”

            “เอ่อ...” ได้ยินคำสั่งขนาดนี้ นายสมยศ...ผู้รับสมัครงาน พ่อบ้านศิวาดล ก็ยังไม่กล้าตกปากรับคำ

            ผู้เป็นน้าชายถอนใจเฮือกใหญ่ เห็นอีกฝ่ายหน้าเครียด ไม่ยอมตอบรับ รู้ว่าลำบากใจอย่างหนัก จึงเปลี่ยนแผนโดยใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

            “เอาน่า...ถือว่าช่วยกูสักครั้ง...เด็กสองคนนี้เป็นหลานชาย หลานสาวของผู้มีพระคุณ...เขาบากหน้ามาขอให้ช่วย กูไม่รู้จะทำยังไง มองเห็นมึงอยู่คนเดียว...” แกพยายามยิ้มปลอบใจอีกฝ่าย เท่าที่หน้าเหี้ยม ๆ หนวดเฟิ้มจะทำได้

            “เอาอย่างนี้ดีมั้ย ให้เด็กมันทดลองงานสักเดือน ทำแบบลูกจ้างชั่วคราวก็ได้ ถ้ามันทำงานไม่ไหวจริง ๆ มึงจะยืนยันให้ออก...กูก็ไม่ว่า”

            พอได้ยินอย่างนี้ คนฟังค่อยคลายใจ มองเห็นทางออก

            “น้าพูดจริงใช่มั้ย”

            “เออสิวะ กูพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว ถ้าผ่านไปเดือนนึงแล้วเด็กมันทำงานไม่ได้เรื่อง มึงก็ไล่ออกได้เลย...ถ้ากูกลับมาด่ามึงสักคำ จะยอมให้เหยียบเลย”

            “เอางั้นก็ได้น้า...”

            พ่อบ้านศิวาดลตอบรับอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็พอจะหาวิธีพูดกับคุณเข็มทอง แม่บ้านใหญ่ศิวาดลได้แล้ว

            “เอ้า...ไอ้หนู อีหนู ไหว้ขอบคุณพ่อบ้านเขาซะ...ทำตัวดี ๆ ฝากเนื้อฝากตัวกับเขานะ” น้าชาติบอก

            สองหนุ่มสาวที่รอฟังคำตัดสินค่อยยกมือไหว้พร้อมยิ้มแหย ๆ ทำตัวไม่ถูก ดูท่าทางซื่อ ๆ เซ่อ ๆ ไม่ค่อยทันคน

            นายสมยศรับไหว้อย่างจำใจ

            “เออ...แล้วจะพาพวกนี้เข้าไปที่นั่นเลยหรือเปล่า” น้าชาติถาม

            “ก็ต้องพาไปเลยนั่นแหละ น้าเล่นให้พวกนี้หอบผ้าหอบกระเป๋ามาแบบนี้แล้ว” คนพูดอดเหน็บน้าชายตัวเองไม่ได้

            น้าชาติหัวเราะเสียงดัง ไม่ถือสา พลางหันไปมองสองหนุ่มสาว

            “พวกเอ็งทำตัวดี ๆ นะ เจ้านายเขาจะได้รัก...ให้อยู่ด้วยนาน ๆ” ขณะพูด แววตาที่ส่งต่อสองหนุ่มสาวส่องประกายยิบยับ พราวรอยขัน

            “ครับ”

            “ค่ะ”

            สองหนุ่มสาวเอ่ยปากในเวลาไล่เลี่ยกัน ดวงตาสบต่อชายสูงวัย มีรอยหมายมาดแปลความหมายประมาณว่า...

            “ฝากไว้ก่อนเถอะลุง

            ชายสูงวัยหนวดเฟิ้มแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อสายตาสองคู่นั้น...ถือว่าได้ทำงานตามรับฝากมาสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะสำเร็จแบบไหน...ถือว่าตนไม่บกพร่องอะไร

            แม้ว่า ‘ผู้มีพระคุณ’ ทั้งสองฝ่ายไม่รู้ว่า หลานชาย หลานสาวของตน จะได้ย่างก้าวเข้า ‘ศิวาดล’ ในวันเวลาเดียวกันแบบนี้


- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            คฤหาสน์ศิวาดล ถูกสร้างเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วแถบชานเมือง ใกล้กับถนนวงแหวนรอบนอก มีพื้นที่ทั้งหมดร่วมร้อยกว่าไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สวนป่า สวนอนุรักษ์ สนามไดร์ฟกอล์ฟส่วนตัว ทะเลสาบ บึงน้ำ มีถนนคอนกรีตภายในตัดผ่านรอบบริเวณอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ

            ตัวคฤหาสน์ใหญ่สามชั้นแยกเป็นปีกตึกซ้ายขวา รูปทรงงดงาม ผสมผสานศิลปะตะวันตก ตะวันออกอย่างลงตัว ด้านหน้ามีน้ำพุออกแบบสวยแปลกตา ประดับรูปปูนปั้นเป็นสัตว์ในวรรณคดี ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ สวนหย่อมพฤกษชาติอย่างมีศิลปะ

            ห่างออกไปด้านหลังคฤหาสน์ สร้างทาวน์เฮาส์สไตล์โมเดิร์นเรียงรายเป็นระเบียบ ขนาบข้างด้วยตัวตึกสองชั้นลักษณะเป็นห้องพักแบบทันสมัยสองหลัง ใช้เป็นอาคารสำนักงาน และที่พักสำหรับลูกจ้างประจำที่มีครอบครัว กับลูกจ้าง คนงานชั่วคราวที่มาทำงานในศิวาดล
 
            ถัดมาอีกเล็กน้อยเป็นเรือนครัวที่สร้างออกมาเกือบจะถอดแบบร้านอาหารหรูในต่างประเทศ ตั้งอยู่ติดริมทะเลสาบด้านหลังคฤหาสน์ ใช้เป็นทั้งครัวทำอาหาร และสถานที่จัดเลี้ยงเพื่อนฝูง คนสนิทแบบกลุ่มเล็ก ๆ

            อาณาเขตหลังกำแพงศิวาดลแห่งนี้ จึงเป็นเสมือนโลกภายในขนาดย่อมที่มีทุกสิ่งเลิศหรู ครบครัน ทว่าภายใต้ภาพงดงาม อลังการนี้...มีสิ่งเร้นลับใดซุกซ่อนอยู่บ้าง...


- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            ระหว่างการเดินทางไปศิวาดล เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายทีละน้อย และค่อยตกหนักหนาเม็ดขึ้นเมื่อพ้นเขตตัวเมืองกรุงเทพ

            ช่วงเวลาอยู่ในรถเช่นนี้ นายสมยศจึงสัมภาษณ์สองหนุ่มสาวเพิ่มเติมเป็นการฆ่าเวลา

            สองหนุ่มสาวพูดจาซื่อ ๆ ดูไม่ค่อยฉลาดทันคน เหมือนคนต่างจังหวัดที่อยู่อำเภอนอก ๆ ไกลปืนเที่ยง ปู่ของทั้งสองเป็นผู้มีพระคุณกับน้าชาติ และต่างก็ฝากฝังให้หลานของตนมาทำงานเพื่อจะได้ทำมาหากินดูแลตัวเองได้

            ที่น่าแปลกคือ ทั้งสองรู้จักกัน แต่ไม่สนิทคุ้นเคย อีกทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า น้าชาติจะพามาสมัครงานพร้อมกันแบบนี้

            จากน้ำเสียงที่พูดจาบอกเล่า ทำให้นายสมยศเริ่มรู้สึกว่า ปู่ของสองหนุ่มสาวน่าจะไม่ถูกกัน พาลให้คนรุ่นหลานไม่คิดสนิทสนมคุ้นเคย การต้องมาร่วมทำงานในสถานที่เดียวกันแบบนี้ อาจเกิดปัญหา ความคับข้องตามมา

            พอรู้สึกอย่างนั้น นายสมยศค่อยคลายใจ คิดว่าอาจมีหนึ่งในสองคน ต้องลาออกก่อนกำหนดหนึ่งเดือนก็เป็นได้



            ฝนเทกระหน่ำหนัก ขณะรถยนต์แล่นผ่านบานประตูเลื่อนขนาดใหญ่ เข้ามาสู่ถนนคอนกรีตภายในอาณาเขตของศิวาดล

            ถนนทอดยาวคดเคี้ยวลัดเลาะผ่านแนวต้นไม้ สวนป่า บึงน้ำ ก่อนจะเลี้ยวอ้อมตัวตึกขนาดใหญ่ที่มองเห็นผ่านม่านน้ำฝนอันหนาหนัก

            ขนาดสายฝนซัดสาดเป็นม่านขาวพร่างเช่นนี้ ยังไม่อาจปกปิดความงามอย่างประหลาด ลงตัวของศิวาดลได้เลย

            เพียงแวบเดียวที่รถเลียบผ่านตัวตึกใหญ่ ชายหนุ่ม หญิงสาวที่ดูซื่อ ยามพูดคุยกับพ่อบ้านศิวาดล ต่างหันมองตามเพื่อเก็บรายละเอียดของสถานที่อย่างรวดเร็ว นัยน์ตาฉายแววฉลาด คมกริบในชั่วแวบ ก่อนเลือนหาย

            ทั้งสองเผลอหันมาสบตากัน ก่อนแกล้งเมินใส่ เบือนหน้าคนละทิศ ราวกับไม่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน



            รถแล่นมาจอดยังสำนักงานด้านหลังคฤหาสน์ ซึ่งสร้างเป็นทาวน์เฮาส์ติดกันหลายห้อง ใช้เป็นส่วนของสำนักงาน และที่พักพนักงาน ลูกจ้างที่มีครอบครัว ถัดไปอีกไม่ไกลเป็นตัวตึกสองชั้น สองหลัง ขนาบข้างทาวน์เฮาส์ ใช้เป็นที่พักของลูกจ้างโสด และพนักงานชั่วคราว

            ภายในสำนักงานจัดวางโต๊ะทำงานไม่กี่ตัว โดยมากเป็นตู้เก็บอุปกรณ์ เอกสารต่าง ๆ ของลูกจ้างทั้งหมด

            นายสมยศเก็บเอกสารสมัครงานของลูกจ้างใหม่ทั้งสองเรียบร้อย ก็เปิดตู้เลือกกุญแจห้องสำหรับสองหนุ่มสาว
  
            “นายพิจิก” เสียงเรียกพร้อมกับยื่นกุญแจดอกแรกให้ “ของเราอยู่ชั้นสอง ตึกทางด้านซ้ายนะ”

            “ขอบคุณครับท่าน” ชายหนุ่มตอบเสียงซื่อ

            “เฮ้ย...ไม่ต้องเรียกท่านหรอก เรียกแค่คุณสมยศก็พอ” พ่อบ้านบอกอย่างอารมณ์ดี พลางหันไปเห็นกระเป๋าเป้โทรม ๆ ของอีกฝ่ายจึงทักขึ้น “ข้าวของเรามีแค่นี้เองเหรอ”

            “ครับ...” คำตอบพร้อมรอยยิ้มซื่อ ๆ

            ผู้ฟังพยักหน้ารู้สึกเห็นใจแกมเอ็นดู

            “เมษา...” เสียงเรียกหญิงสาวพร้อมกุญแจอีกดอก “ของเราอยู่ตึกทางขวานะ...ที่นี่เขาแยกตึกผู้ชาย ผู้หญิง”

            “ค่ะ” หญิงสาวตอบรับ

            เสียงฟ้าร้องดังครืนครืนเป็นระยะ พ่อบ้านมองฟ้าฝนเบื้องนอกแล้วถอนใจ

            “ฝนตกหนักขนาดนี้ อย่าเพิ่งขึ้นไปแนะนำตัวกับคุณเข็มทองเลย” เปรยกึ่งบอกต่อสองหนุ่มสาว

            “ใครหรือครับ...คุณเข็มทอง” พิจิกถาม

            “แกเป็นแม่บ้านใหญ่ที่นี่...อ้อ...แล้วต่อหน้าแกอย่าเรียกชื่อตรง ๆ แบบนี้ล่ะ ให้เรียกแกว่า คุณแม่บ้าน...เข้าใจมั้ย” นายสมยศสั่งสอนพร้อมกันทั้งสองหนุ่มสาว

            “จ้ะ...” หญิงสาวตอบรับ “แสดงว่าแกต้องเป็นคนสำคัญมากเลยใช่มั้ยจ๊ะ”

            “ใช่สิ...ถ้าไม่นับคุณศิวา กับคุณแพรพลอย เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ก็เรียกได้ว่า คุณแม่บ้านเข็มทองเป็นคนสำคัญที่สุด”

            พ่อบ้านศิวาดลมองดูหนุ่มสาวทั้งสอง นึกหวั่นใจ ท่าทางยังไม่หมดคราบบ้านนอกอย่างนี้ คุณเข็มทองแกจะรับไว้ทำงานหรือเปล่า ยังตอบไม่ได้เลย

            “อ้อ...มีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้เตรียมใจกันไว้ก่อน” นายสมยศพูดเสียงหนัก

            “อะไรหรือครับ” พิจิกถามด้วยใบหน้าเหรอหรา

            เมษาปรายตามองก่อนก้มหน้า หลุบสายตาไม่ให้เห็นแววขำขันภายใน

            “พวกเธอน่าจะได้ทำงานที่นี่ไม่เกินหนึ่งเดือนหรอกนะ”

            “อ้าว...” สีหน้าชายหนุ่มสลด

            “คืองี้...” พ่อบ้านศิวาดลพยายามอธิบาย “คุณเข็มทอง แม่บ้านใหญ่ที่นี่แกมีมาตรฐานรับคนงานที่สูงอยู่สักหน่อย”

            สายตามองสองหนุ่มสาวเป็นเชิงบอกว่า...ทั้งคู่ไม่มีทางผ่านมาตรฐานแน่นอน

            “แต่พอดีกลางเดือนนี้ ที่ศิวาดลจะมีงานใหญ่ จำเป็นต้องใช้คนงานเยอะ...ฉันเลยตั้งใจพาพวกเธอไปแนะนำกับคุณเข็มทองว่าเป็นคนงานชั่วคราว อยู่แค่เดือนเดียว...”

            “ทำไมอย่างนั้นล่ะคะ” เมษาพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “หนูจะตั้งใจทำงานเต็มที่ หนูชอบที่นี่นะคะ...อุตส่าห์บอกทางบ้านว่าได้งานดีที่กรุงเทพแล้วด้วย...คุณจะไม่ดูผลงานของหนูก่อนเหรอ”

            พ่อบ้านใหญ่ถอนใจอึดอัด ก่อนพยายามพูดประนีประนอม

            “เอาเป็นว่า...ถ้าภายในหนึ่งเดือน พวกเธอทำให้คุณเข็มทองพอใจได้ ฉันจะขอให้เขารับพวกเธอไว้เป็นคนงานประจำแล้วกัน”

            “ขอบคุณค่ะ”

            “ขอบคุณครับ”

            สองหนุ่มสาวยกมือไหว้ บอกขอบคุณแทบจะพร้อมกัน

            ผู้สูงวัยกว่าค่อยคลายใจลง หันไปมองดูสายฝนนอกหน้าต่าง

            “เอาล่ะ ไปพักผ่อนได้แล้ว...อ๋อ...ฝนตกหนักอย่างนี้ หยิบร่มไปด้วยแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเอามาคืน”

            “ครับ”

            “ค่ะ”

            ทั้งสองเดินไปที่ราวแขวนร่ม เอื้อมมือหยิบคันจับร่มในเวลาเดียวกัน มือสองมือกำคันจับคนละด้านแน่น ไม่มีใครยอมปล่อย

            อาศัยว่าหันหลังให้กับพ่อบ้านศิวาดล จึงสบสายตากันอย่างเปิดเผยแบบไม่มีใครยอมใคร

            “ปล่อย...ไอ้หมาจิก” เสียงหญิงสาวเค้นเบา ๆ ลอดไรฟัน

            “แกสิปล่อย...อีหมวยเล็ก” ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้ แววตาท้าทาย

            ก่อนศึกสงครามจะยืดเยื้อ ก็มีเสียงผู้ตัดสินดังมาจากด้านหลัง

            “เฮ้ย...ร่มคันนั้นมันพังแล้ว ก้านมันหัก ผ้าร่มก็ขาด หยิบอันอื่นไป๊...มีตั้งเยอะแยะ”

            พ่อบ้านศิวาดล กลายเป็นผู้สงบศึกโดยไม่รู้ตัว

            สองมือปล่อยพร้อมกัน คว้าร่มคนละคันอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินออกจากสำนักงาน กางร่มแยกย้ายไปยังตึกที่พักของตน

            พ่อบ้านใหญ่ส่ายหน้าถอนใจรอบที่สาม รู้สึกหนักใจอย่างอธิบายไม่ถูก...


- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            ฟ้ามืดแล้ว ฝนยังกระหน่ำต่อเนื่องไม่ขาดสาย อากาศภายในห้องพักคนงานเย็นสบาย เปิดหน้าต่างรับกระไอฝน ความชุ่มชื่นที่แผ่เข้ามาเต็มที่

            พิจิกยืนพิงข้างหน้าต่าง สายตามองความมืดด้านนอก มือถือโทรศัพท์แนบหู กิริยาท่าทางมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ผิดกับตอนอยู่ต่อหน้าพ่อบ้านศิวาดลเป็นคนละคน

            “ผมเข้าพักในศิวาดลเรียบร้อยแล้วครับปู่” ชายหนุ่มพูดเสียงกังวานนุ่ม มีกระแสอบอุ่นคุ้นเคยอยู่ในนั้น

            “ได้ไปสำรวจอะไรบ้างหรือยัง” เสียงถามกังวานมีพลัง คล้ายผู้มีอำนาจคุ้นเคยกับการสั่งการคนรอบตัวอยู่เสมอ

            “ยังครับ ฝนตกหนักตลอด เลยต้องพักอยู่แต่ในห้อง”

            “หลานไอ้เล้งมันมาถึงหรือยังล่ะ”

            “มาแล้วครับ มาพร้อมกับผมนี่แหละ”

            “เฮ้ย มาพร้อมกันได้ไง”

            “ก็ลุงชาติ ที่ปู่ฝากผมมานี่ แกก็รับฝากหมวยเล็ก มาจากปู่คงคา...เอ๊ย...ปู่เล้ง เหมือนกัน” พิจิกนึกได้ว่าปู่ตนไม่ชอบให้เขาเรียกชื่อภาษาไทยของปู่เมษาสักเท่าไหร่

            “ไอ้ชาตินี่มันนกสองหัวนี่หว่า” คนพูดด่าแกมขัน

            “อย่าไปว่าแกเลยครับ ศิวาดลไม่ได้เข้ามากันง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ลุงชาติช่วยพูด พ่อบ้านที่นี่เขาไม่มีทางรับผมกับหมวยเล็กมาแน่”

            “เออ...เข้ามาพร้อมกันแบบนี้ก็ดี ถือว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ” ปู่ชายหนุ่มพูดอย่างคนใจนักเลง

            “ครับ” ชายหนุ่มตอบรับ “ผมจะ ‘ทำงาน’ ให้สำเร็จก่อนทางนั้นแน่นอน...ปู่ไว้ใจได้”

            “ต้องอย่างนี้สิวะ หลานปู่”

            การพูดคุยดำเนินต่ออีกเล็กน้อย ชายหนุ่มเล่ารายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติม ขณะที่ผู้อาวุโสคอยสำทับ แนะนำในเรื่องจำเป็น ต้องคอยระวัง ไม่นานก็วางสาย

            พิจิกเก็บโทรศัพท์ สายตามองผ่านบานหน้าต่างฝ่าความมืดเพื่อดูอะไรบางสิ่ง

            แสงไฟจากคฤหาสน์ศิวาดลด้านหน้า ส่องวับแวมลอดแนวต้นไม้และม่านสายฝนมาพอให้เห็น แววตาชายหนุ่มคมกริบ เพ่งลึกเพื่อต้องการสัมผัสสิ่งแปลกปลอมที่คลุมครอบอยู่ในสถานที่แห่งนี้

            ผ่านไปครู่หนึ่ง...สัมผัสพิเศษของเขายังไม่อาจสำเหนียก รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้

            อาจเพราะมันยังไม่แสดงตัวออกมา!

            พิจิกละสายตาจากศิวาดล เลื่อนมายังตึกสองชั้นที่อยู่ไม่ไกลกันนัก นึกสงสัยว่าหญิงสาวคู่แข่งของตนกำลังทำอะไรอยู่

            ...เมษา...หรือหมวยเล็ก...ชื่อที่มีแต่ญาติผู้ใหญ่กับเขาเป็นคนเรียกขาน

            เธอกับเขารู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้ จนถึงวันนี้...ความสัมพันธ์ยี่สิบกว่าปี

            ใครจะคาดคิด...วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นคู่แข่งจริงจังกันแบบนี้


- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            ดึกสงัด ฝนซา

            เมษาเอนตัวนั่งกึ่งนอนบนเตียงกว้าง ระบายลมหายใจเบาเพื่อพักผ่อน อากาศเย็นสบายจากไอฝน ช่วยให้ใจผ่อนคลาย มีความสุข...หล่อนเพิ่งวางสายจากปู่คงคา วาจาที่สนทนายังจำแม่นยำติดหู

            “หลานไอ้เผด็จมันก็เข้ามาที่ศิวาดลพร้อมกันหรือ

            “ค่ะ

            “ก็ดี...ถือว่าไม่ได้เอาเปรียบกัน

            “ษาจะเริ่มงานให้เร็วที่สุด

            “ปู่ไว้ใจหลาน ทำเต็มที่เลย

            ปู่ไว้ใจหล่อน แต่หญิงสาวกลับไม่มั่นใจตนเอง!

            ตั้งแต่รถเลี้ยวเข้ามาในศิวาดล ผ่านคฤหาสน์หลังใหญ่ สถานที่กว้างขวางอลังการ แล้วแผ่กระแสความรู้สึกออกตรวจสอบ ทำให้อดใจฝ่อชั่วแวบไม่ได้

            ‘งาน’ ที่ปู่สั่งให้มาทำ นับเป็นเรื่องยากเย็น กระแสสัมผัสของ ‘บางสิ่ง’ ที่นี่มันชวนขนลุก แต่ที่ยากกว่านั้นคือ ต้องทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จก่อน ‘พิจิก’ ชายหนุ่มคู่แข่งที่ฝีมือไม่อ่อนด้อยกว่าเธอ

            หญิงสาวเป่าลมออกจากปากเป็นสาย ตั้งสติให้เข้มแข็งตามกระแสลม ฟื้นฟูกำลังใจที่หดหู่ให้ตั้งมั่นขึ้น ชั่วขณะหนึ่งจิตใจค่อยแจ่มใส

            หวนระลึกถึงงาน ภาระหน้าที่ต้องกระทำ...

            งานที่แท้จริงแล้ว เป็นภาระ ความรับผิดชอบที่ปู่เธอกับปู่พิจิกได้กระทำทิ้งค้างเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน

            มันคือเรื่องเล่าปี ๒๕๐๐ ที่ปู่คงคาเพิ่งมาเปิดเผยให้เธอฟังไม่นานนี้

            ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สมัยที่ปู่ทั้งสองคนยังเป็นคู่หู เพื่อนรักชนิดตายแทนกันได้ เรื่องราวของท่านทั้งสองเป็นตำนาน วีรกรรมที่มักเล่าให้หลานอย่างเธอฟังโดยไม่รู้เบื่อ

            และหนึ่งในวีรกรรมระดับตำนานของพวกท่านนั้น คือการร่วมมือกันปราบปิศาจร้าย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐

            เรื่องราวเหล่านั้น ปู่คงคาเล่าให้เธอฟังจนมองเห็นภาพ ราวกับได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ตื่นเต้นนั้นด้วย...



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved