วันแม่แห่งชาติ
จุดหมายปลายธรรม Destination@Dharmma

งดงาม
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it



241 destination



วันที่ ๑๒ สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ ได้ผ่านไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลายท่านก็คงจะได้พาคุณแม่และคุณพ่อไปทำบุญ หรือไปทานอาหาร
หรือได้ไปเยี่ยมเยียนหรือซื้อสิ่งของไปฝากคุณแม่และคุณพ่อ
เพื่อเป็นการระลึกหรือตอบแทนคุณของท่าน
ในคราวนี้ เรามาพิจารณาพระธรรมคำสอน
ในเรื่องการตอบแทนบุญคุณของคุณแม่และคุณพ่อกันนะครับ


พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านทรงสอนว่า มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
บุตรพึงนอบน้อม พึงดูแลและบำรุงมารดาบิดา
ครั้นบุตรละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์
ใน “สพรหมสูตร” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต) สอนว่า
“มารดาและบิดาเป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน
ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่ามีพรหม
มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน
ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพาจารย์
มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน
ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพเทพ
มารดาและบิดาเป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน
ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุเนยยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหม บุรพาจารย์ บุรพเทพ อาหุเนยยบุคคล นี้
เป็นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
เป็นผู้ประคบประหงมเลี้ยงดูบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร


มารดาและบิดาผู้อนุเคราะห์แก่บุตร ท่านเรียกว่า พรหม
บุรพาจารย์ และอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ
บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม พึงสักการะท่านด้วยข้าว น้ำ
ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง อบกาย ให้อาบน้ำ และชำระเท้า
เพราะเหตุที่บุตรผู้เป็นบัณฑิตได้บำรุงบำเรอในมารดาและบิดา
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขา
ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์”
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=1879&Z=1897&pagebreak=0


ใน “พรหมสูตร” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) สอนว่า
“สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีพรหม
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร


มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม
ว่าบุรพาจารย์ และว่าอาหุไนยบุคคล
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการและสักการะ มารดาบิดา
ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้างเท้าทั้งสอง
เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล
บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=3468&Z=3481&pagebreak=0


ใน “พรหมสูตร” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต) สอนว่า
“ตระกูลใด บุตรบูชามารดาและบิดาอยู่ในเรือนของตน
ตระกูลนั้นชื่อว่ามีพรหม มีบุรพเทวดา มีบุรพาจารย์ มีอาหุไนยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหม เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าบุรพเทวดา เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าบุรพาจารย์ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าอาหุไนยบุคคล เป็นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
เป็นผู้ถนอมเลี้ยง เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร


มารดาและบิดาเรากล่าวว่า เป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์
เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะมารดาและบิดาทั้งสองนั้น
ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการล้างเท้า
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ทีเดียว
เพราะการปฏิบัติในมารดาและบิดาบุคคลนั้นละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6643&Z=6657&pagebreak=0


ในอรรถกถาของ “พรหมสูตร” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต) ได้อธิบายว่า
“เทพ ๓ เหล่า คือ สมมติเทพ (เทวดาโดยสมมติ) ๑
อุปปัตติเทพ (เทวดาโดยกำเนิด) ๑
วิสุทธิเทพ (เทวดาโดยความบริสุทธิ์) ๑
ชื่อว่าเทพ ในคำว่า “ปุพฺพเทวา” นี้
บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น กษัตริย์ผู้เป็นพระราชา ชื่อว่าสมมติเทพ
เพราะว่ากษัตริย์ผู้เป็นพระราชาเหล่านั้นที่ชาวโลกเรียกกันว่าเทพ (และ) เทพี
เป็นผู้ทรงข่มและทรงอนุเคราะห์ชาวโลกได้เหมือนเทพเจ้า
เหล่าสัตว์ที่อุบัติขึ้นในเทวโลก ตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา
จนถึงภวัคคพรหม ชื่อว่า อุปปัตติเทพ
พระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งมวล


บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น วิสุทธิเทพประเสริฐกว่าเทพทุกเหล่า
วิสุทธิเทพเหล่านั้นมุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
และการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้นโดยส่วนเดียว
ไม่คำนึงถึงความผิดที่พาลชนทำไว้เลย
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
โดยการประกอบพรหมวิหารธรรมตามที่กล่าวแล้ว
และนำความที่สักการะมีผลมากและอานิสงส์มากมายมาให้ชนเหล่านั้น
เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล ฉันใด แม้มารดาบิดาทั้งหลายก็เช่นนั้นเหมือนกัน
มุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
และการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้นโดยส่วนเดียว
ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลาย เป็นทักขิไณยบุคคลผู้ยอดเยี่ยม
ปฏิบัติอยู่เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
เพราะได้พรหมวิหารทั้ง ๔ อย่างโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว
นำมาซึ่งความที่อุปการะที่บุตรทำแล้วในตนให้เป็นอุปการะมีผลานิสงส์มากมาย
และมารดาบิดาเหล่านั้นเป็นเทพมาแต่ต้นทีเดียว
เพราะมีอุปการะแก่บุตรเหล่านั้น ก่อนกว่าเทพทั้งมวล”
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=286


นอกจากบุตรจะพึงดูแลและบำรุงมารดาและบิดาดังที่กล่าวมาแล้ว
ใน “สิงคาลกสูตร” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค) สอนว่า
บุตรพึงบำรุงมารดาและบิดาใน ๕ สถาน ดังต่อไปนี้
๑. บำรุงด้วยด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ
๒. จักรับทำกิจของท่าน ๓. จักดำรงวงศ์สกุล
๔. จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก
๕. เมื่อท่านถึงแก่มรณกรรมแล้ว จักทำบุญอุทิศไปให้
ฉะนั้นแล้ว แม้ว่ามารดาบิดาของบางท่านจะถึงแก่กรรมไปแล้วก็ตาม
แต่เราซึ่งเป็นบุตรก็ยังมีหน้าที่ต้องทำบุญอุทิศไปให้ท่านครับ


เนื่องด้วยมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
จึงไม่สามารถตอบแทนคุณได้โดยง่าย
โดยแม้ว่าบุตรจะได้บำรุงบิดามารดาดังที่กล่าวมาก็ตาม
ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นการตอบแทนคุณแล้วแก่มารดาบิดา
ใน “สมจิตตวรรค” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
เอก-ทุก-ติกนิบาตร) สอนในเรื่องการตอบแทนคุณแก่มารดาบิดาไว้ว่า


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้ง ๒
ท่านทั้ง ๒ คือใคร คือ มารดา ๑ บิดา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง
พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง เขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี
และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้ง ๒ นั้นด้วยการอบกลิ่น
การนวด การให้อาบน้ำ และการดัด
และท่านทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแหละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้ว
หรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ
อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗ ประการมากหลายนี้
การกระทำกิจอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้ว
หรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย
ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา
ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา
ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา
ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว
และทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา”
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=1617&Z=1840&pagebreak=0


ดังนี้ การดูแลบำรุงมารดาบิดานั้นเป็นสิ่งสมควรทำ
แต่ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นการตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา
โดยการที่จะได้ชื่อว่าตอบแทนแล้วนั้น จะต้องช่วยให้
มารดาบิดาที่ไม่มีศรัทธา ทุศีล ตระหนี่ หรือทรามปัญญา นั้น
สมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา
จาคสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา
จึงจะได้ชื่อว่าเป็นการทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดานั้น
ซึ่งการที่บุตรจะทำเช่นนั้นได้ บุตรก็จะต้องเป็นผู้สมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่
ในศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา เสียก่อน
ถ้าหากบุตรเองยังไม่ได้เป็นผู้สมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา
ศีลสัมปทา จาคสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา แล้ว
ก็ย่อมจะไม่สามารถช่วยเหลือให้บิดามารดาให้สมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่
ในสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้


อนึ่ง การที่จะช่วยให้ช่วยให้มารดาบิดาที่ไม่มีศรัทธา ทุศีล
ตระหนี่ หรือทรามปัญญา หันมาสมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่ใน
ศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา นั้น
ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ภายในวันเดียว หรือระยะเวลาอันสั้น
แต่เป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อยเป็นค่อยไป และทำต่อเนื่อง
ดังนั้นแล้ว การที่เราจะตอบแทนมารดาบิดาที่กล่าวมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลบำรุงท่านก็ตาม หรือ
การช่วยเหลือให้ท่านสมาทาน ตั้งมั่น และดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา
ศีลสัมปทา จาคสัมปทา หรือปัญญาสัมปทา ก็ตาม
เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่ได้ทำเพียงเฉพาะวันแม่เท่านั้นครับ



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved