เถ้าน้ำค้าง ๕๓
วรรณกรรมนำใจ Lite Literature


Tao Nam Kang - front re

ชลนิล




(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ทั้งสองกำลังจะก้าวขึ้นไป พอเงยหน้ามองยังหัวบันไดด้านบนก็ชะงัก เห็นปันปันกอดอัลบั้มรูปเล่มใหญ่ ยืนนิ่ง สายตายังปรับแสงสว่างไม่ทัน

            “ปันปัน” ลานน้ำค้างเรียกเสียงแผ่ว มองเห็นเงาราง ๆ คุ้นตายืนอยู่เบื้องหลังแม่หนูน้อยชั่วแวบ ก่อนจะเลือนหาย ราวกับรู้ว่าหมดหน้าที่ของตน

            “ขึ้นไปทำอะไรจ๊ะลูก” คุณดาริกาขึ้นบันไดไปหาพลางถามเสียงอ่อนโยน

            ปันปันยืนยิ้มไม่ตอบคำ ยอมให้คุณดาริกาอุ้มลงบันไดโดยไม่ขัดขืน

            “ปันปันขึ้นไปทำอะไรคะมืดออกอย่างนั้น แล้วทำไมพวกพี่เรียกถึงไม่ตอบรับ” ลานน้ำค้างถามเมื่อแม่หนูลงมาถึงชั้นล่าง

            “คุณลุงเป็นคนพาขึ้นไปค่ะ...แล้วปันปันไม่ได้ยินอะไรเลย” เด็กหญิงตอบเสียงชัดถ้อยชัดคำ

            “คุณลุงที่ไหน” คุณดาริกาถามเด็กในอ้อมแขน ขนลุกซู่ไม่มีเหตุผล

            เด็กหญิงทำสีหน้าแปลก ๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไร พยายามสบตา “พี่ลาน” เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้อธิบายแทน

            หญิงสาวรับสัญญาณ ความหมายนั้นได้ ตัวชาวาบ เหลือบมองรอบ ๆ ก่อนรีบเอ่ยปากบอกมารดา

            “ไปนั่งคุยที่ห้องรับแขกก่อนดีกว่าแม่”

            ที่บอกเช่นนี้เพราะรู้สึกเหมือนมีสายตาแปลกประหลาดกำลังจ้องมอง เป็นสายตาที่หล่อนไม่สามารถค้นหาที่มา

            กระทั่ง ‘คนเห็นผี’ อย่างลานน้ำค้างยังไม่เห็นชัด ไม่แน่ใจว่า ‘คุณลุง’ นั้นเป็นใคร ก็ควรจะระวังตัวไว้บ้างเพราะยังไม่สามารถอ่านเจตนาของผู้อยู่คนละภพได้

            มาถึงห้องรับแขกไล่ ๆ กับเลียบเมือง บูรพา สีหน้าชายหนุ่มทั้งสองบอกความโล่งอกที่พบเจ้าตัวน้อย

            “ไปไหนมาปันปัน ทำไมไม่บอกพี่ก่อน” เลียบเมืองถามเสียงดุเมื่อคุณดาริกาวางแม่หนูไว้บนโซฟายาว

            “ก็...คุณลุงเขาชวน” ปันปันอุบอิบ สบตาพี่ลานขอความช่วยเหลือ

            ลานน้ำค้างนึกไม่ออกว่าจะช่วยพูดอย่างไร ให้บอกโต้ง ๆ ว่าคุณลุงแกเป็นผีคงไม่ได้ เดี๋ยวไล่เลียงกันยาวว่าเห็นผีได้อย่างไร...จริงหรือไม่จริง?

            “คุณลุงคนไหน?” เลียบเมืองถามต่ออย่างสงสัย

            ลานน้ำค้างถอนใจอย่างจนปัญญา หล่อนก็ไม่เห็นหน้า ผู้อยู่ต่างภพ’ ตนนั้น พยายามสบตากับแม่หนูเป็นเชิงบอกว่าช่วยไม่ไหว แต่สายตาของปันปันกลับมองกรอบรูปบนผนังพร้อมชี้มือไปทันที

            “คุณลุงคนนี้ไง” เด็กหญิงให้คำตอบ ทุกคนตกใจ

            ลานน้ำค้างเบิกตากว้าง ตัวชาวาบ ตื่นตกใจกว่าทุกคน หล่อนเห็นชีวิตหลังความตายมามากมาย ทว่ากลับไม่รู้...เงาดำ ๆ ที่เห็นเมื่อครู่เป็นวิญญาณพ่อตัวเอง

            “เหลวไหลน่า” เลียบเมืองดุ คิดว่าปันปันน่าจะพูดมั่ว เอาตัวรอด

            “คุณลุงเขาชวนหนูขึ้นไปข้างบนทำไมหรือจ๊ะลูก” คุณดาริกาถามเสียงเรียบ ปกติ อย่างไม่มีร่องรอยแปลกใจ สงสัย

            “คุณลุงให้ปันปันขึ้นไปหยิบอัลบั้มรูปนี้มาให้แม่” เด็กหญิงยื่นอัลบั้มที่กอดไว้ให้คุณดาริกา

            “เอามาทำไมจ๊ะ” คุณดาริการับอัลบั้มมาวางไว้บนโต๊ะ ถามเสียงอ่อนโยน

            เด็กหญิงยิ้มแป้นแทนคำตอบ มือเปิดกางอัลบั้มรูปนั้น พลางชี้ไปยังรูป ๆ หนึ่งที่อยู่ภายใน

            “นี่ไง” ปันปันเงยหน้ามองคุณดาริกาด้วยดวงตาแจ่มแจ๋ว “คุณลุงให้มาบอกว่า...ลุงอีกคนในรูปนี้สามารถช่วยพี่ลานได้!”

            จบคำพูด ทุกคนตัวชาวาบ รุมดูรูปในอัลบั้มนั้นว่าเป็นใคร?

            นั่นเป็นภาพของกลางนภาในวัยหนุ่ม แต่งเครื่องแบบชุดฝึกกำลังกอดคอเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ยิ้มให้กล้องอย่างสดใส

            ‘คุณลุง’ ในรูปที่ปันปันหมายถึงย่อมไม่ใช่พ่อของลานน้ำค้าง หากเป็นคุณลุงอีกคนที่เป็นเพื่อนสนิทชนิด ตายแทนกันได้

            “คุณประณต...” คุณดาริกาเอ่ยชื่อ

            “ท่านผบ.” เลียบเมืองเอ่ยถึงตำแหน่งระดับคนสำคัญของกองทัพ

            “แล้วคุณลุงคนนี้จะช่วยลานได้ยังไง” บูรพาตั้งคำถาม

            “คุณลุงเขาว่า...บอกแค่นี้ก็น่าจะรู้!” ปันปันพูดราวกับ ‘คุณลุง’ คนนั้นเตรียมคำตอบไว้รออยู่แล้ว

            ทุกคนมองหน้ากัน ไม่ต้องพูดก็เข้าใจ เวลานี้สิ่งที่ลานน้ำค้างต้องการมากที่สุดก็คือ ‘ไขกระดูก’ เพื่อใช้เปลี่ยนถ่ายรักษาโรคมะเร็ง

            หาก...คุณลุง...ของปันปันมีจริง เจตนาที่ช่วยก็คือ...มาบอกว่าเพื่อนสนิทของเขา มีไขกระดูกที่ตรงกัน สามารถเปลี่ยนถ่ายให้แก่ลานน้ำค้างได้!

            คุณดาริกาไม่มีข้อสงสัยในคำพูดของเด็กอย่างปันปัน...ความทรงจำของเธอ ย้อนทวนไปยังวันพระราชทานเพลิงศพ ที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาหา และพูดว่า...

            “มีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะ...อย่าเห็นผมเป็นคนอื่น...ผมยินดี เต็มใจช่วยเหลือดาวกับหนูลานทุกเรื่อง อย่าลืม ลูกของกลางก็เหมือนลูกของผม”

            วันนี้คุณดาริกาจะมีโอกาสพิสูจน์คำพูดของชายคนนั้นแล้วว่าเป็นจริงแค่ไหน

            ลานน้ำค้างมองหน้ามารดาตน ไม่เห็นริ้วรอยความลังเลสงสัยในคำพูดของปันปันเลย แสดงว่า...แม่ก็เชื่อว่าพ่อยังอยู่ใกล้ ๆ อาจจะมองไม่เห็นแต่สัมผัสได้...สัมผัสถึงหัวใจรัก และความห่วงใยที่มีมาตลอด

            แม้ความรัก ความห่วงใยนั้นจะเป็นพันธนาการ ทำให้พ่อไม่สามารถไปเกิดในที่ดีกว่านี้ได้ก็ตาม...




- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            รุ่งอรุณ...แสงแรกยามเช้าส่องผ่านบานหน้าต่างขับไล่ความสลัวรางในห้องผู้ป่วยพิเศษ สายลมผะแผ่วพัดพลิ้ว พากลิ่นอายสดชื่นมาทักทาย

            ลานน้ำค้างตื่นนานแล้ว เฝ้าดูลมหายใจเข้า – ออกพักใหญ่ จิตใจมีความสงบ ตั้งมั่น เป็นสุข...เห็นความสุขตั้งอยู่ แล้วค่อยคลายลง ระบายลมหายใจออก ขยับตัว เปลี่ยนอิริยาบถลุกขึ้นลงจากเตียงมาริมหน้าต่าง เลื่อนบานให้เปิดกว้างกว่าเดิม

            อากาศค่อนข้างเย็นจนต้องขยับผ้าคลุมไหล่ให้กระชับขึ้น มองลงไปเบื้องล่างเห็นสนามหญ้าเขียวที่ยังฉ่ำหยาดน้ำค้าง มองเลยไปอีกหน่อยเป็นศาลรูปปั้นพระพรหม ใจประหวัดถึงบางคน ชวนให้อยากลงไปหา

            วันนี้หญิงสาวจะเข้าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ไม่รู้จะมีโอกาสหลบหมอ พยาบาลลงไปได้ตอนไหน อย่างไรเสียช่วงนี้ปลอดคน น่าจะหลบได้สักพักโดยไม่ทันมีใครสังเกต

            คิดพลางขาทั้งสองพาออกจากห้อง เวลายังเช้าเกินไป เหล่าพยาบาลยังไม่ออกมาทำงาน ผู้ป่วยบางคนยังไม่ตื่น แต่ลานน้ำค้างเห็น ‘ผู้อยู่อีกภพ’ หลายตนเดินสวนไปมาบนทางเดินโรงพยาบาล

            ร่างพวกเขาอาจดูวูบวาบบางขณะ ชัดเจนบางคราว หญิงสาวส่งรอยยิ้มให้ด้วยความเมตตาในฐานะเพื่อนร่วมวัฏสงสาร แม้พวกเขาบางตนจะไม่อาจสัมผัสความรู้สึกนี้ได้...

            จิตใจรำลึกถึงความฝันเมื่อคืน...ฝันถึงพ่อ

            มันไม่ต่างจากความฝันคืนอื่นที่แหว่งวิ่น ปะติดปะต่อไม่ได้ รู้แค่พ่อพูดถึงความเป็นห่วงเธอและแม่มาตลอด คอยเฝ้าดูแลไม่ห่างไกล เพียงแต่เธอมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

            ถ้าเป็นเมื่อก่อน ลานน้ำค้างคงร่ำไห้ ยินดีที่มีพ่ออยู่ใกล้ ๆ เคยมองเห็นแม้เพียงเงาหลัง มาวันนี้เธอกลับใจหาย...เสียดาย เพราะรู้เสียแล้วว่าภพที่พ่ออยู่นั้น มันไม่ได้มีความสุขเลย

             พันธนาการหัวใจ....อาจฟังดูอ่อนหวาน สวยงาม...แต่ในความเป็นจริงนั้น มันน่ากลัวเกินกว่าคนทั่วไปจะรู้!

            แม่คงทราบมานานแล้ว สัมผัสได้ถึงความรัก ความห่วงใย ความอยู่ใกล้ของพ่อ จึงไม่แปลกใจกับเรื่องที่ปันปันเล่าให้ฟัง อีกทั้งยังเชื่อมั่นถึงขนาดติดต่อขอเข้าพบลุงประณต เพื่อนของพ่อ เพื่อขอความช่วยเหลือ... ซึ่งแม่ก็ไม่ผิดหวัง

            ไขกระดูกของลุงประณต สามารถเข้ากับลานน้ำค้างได้จริง ๆ

            กำหนดการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจึงมีขึ้น...

            ก่อนเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ ลานน้ำค้าง แม่ และบูรพาไปหาคุณย่ามาลัยตามปกติ

            ทุกคนได้ธรรมะ ข้อปฏิบัติเพิ่มเติม จนกระทั่งถึงลานน้ำค้าง...พอคุณย่าทราบว่าหล่อนกำลังเตรียมตัวเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากเพิ่งจบทำคีโมครบ ท่านก็มีคำสอนชัดเจน ถึงใจ

            “เจ็บป่วยก็รักษากันไป เรื่องของธาตุขันธ์” ท่านพูดง่าย “ขอแค่ใจรู้เท่าทัน มันก็ไม่ทุกข์ ไม่เจ็บป่วยตามกายไปด้วยหรอก”

            ผู้ทรงศีลยิ้ม ใบหน้าชราฉายความเมตตา

            “ความเจ็บป่วยก็มีประโยชน์ของมัน ใช้เป็นสนามทดสอบการภาวนาได้...เป็นเครื่องบอก ยืนยันความจริงของกาย ว่ามันเป็นทุกข์ ไม่เที่ยงอย่างไร...แยกธาตุ แยกขันธ์...แยกเวทนา กาย กับใจออกมาเป็นส่วน ๆ ดูมันให้เห็นความจริง...ให้ดู ให้รู้เข้าไปตรง ๆ เลยสิว่า ทั้งหมดนั้น...มันไม่มีเราอยู่เลย”

            “ร่างกายไม่ใช่ของเรา...เวทนา ความทุกข์ทรมานที่บีบคั้นนั่น มันก็ไม่ใช่เรา...มันแค่อาศัยร่างกายเป็นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น”

            “ใจเป็นผู้รู้...ใจเป็นผู้ดู...ดูให้เห็นความจริงของมัน...บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เข้าจนใจมันยอมรับความจริงได้”

            “เมื่อใจมันยอมรับความจริงแล้ว ย่อมเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ก็ไม่ใช่เรา...แล้วดูต่อไป จนเห็นกายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วน ๆ เมื่อนั้นใจก็จะสามารถสลัดความยึดถือในกายออกไป คืนมันให้กับโลก...กายจะเป็นอย่างไร สุข – ทุกข์แค่ไหน ใจมันก็หมดความยินดี ยินร้ายเสียแล้ว”

            ลานน้ำค้างตั้งใจฟัง ซึมซัมเนื้อแห่งธรรมในทุกประโยค ถ้อยคำ

            “เรื่องที่มนุษย์เราต้องเรียนรู้...จบเท่านี้ใช่มั้ยคะคุณย่า” หญิงสาวถาม

            “ยังไม่จบ!” คุณย่ามาลัยตอบเสียงห้าวหาญ ดวงตาแจ่มจรัส

            “ยังต้องเรียนเรื่อง...ใจ...ต่อให้จบเสียก่อน...จนสามารถสลัดความยึดถือใจออกไปได้ ถึงจะถือว่าเรียบจบจริง ๆ”

            ลานน้ำค้างบังเกิดความฮึกเหิม กระแสมุ่งมั่นในธรรมก่อตัวในใจอย่างแรงกล้า
        
            “ถ้าลานสามารถผ่านการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกมาได้” หญิงสาวสบตาคุณย่ามาลัยด้วยใจหนักแน่น “ไม่ว่าจะรักษามะเร็งหายหรือไม่ก็ตาม...ลานขอมาเรียนกับคุณย่าต่อให้จบได้มั้ยคะ”

            “ได้!” คุณย่ามาลัยตอบชัดเจน “มาเถอะจะสอนให้...สอนตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ได้รู้ว่าคนเรา ควรเรียนรู้เรื่องอะไรมากที่สุดก่อนตาย”

            “ค่ะ” หญิงสาวรับคำ วางใจถวายตัวเป็นศิษย์เต็มที่

            “ดีแล้ว...ถ้าตั้งใจจริง เดินทางถูกตรง ถึงจะมีเวลาแค่วันเดียวก็คุ้มค่า

            คำพูดครูบาอาจารย์เสมือนวาจาศักดิ์สิทธิ์ ลานน้ำค้างมีความตั้งใจมั่น หากรอดชีวิตจากการรักษาครั้งนี้ก็จะมาเรียนต่อ...ถ้าไม่สามารถ...ถือว่าทั้งหมดที่ภาวนา ปฏิบัติมา น่าจะทำให้ตนไม่เสียชาติที่เกิดในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว...



  
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            เดินลงมาถึงชั้นล่าง ตึกผู้ป่วยยังว่างผู้คน ลานน้ำค้างก้าวเท้าด้วยความมีสติ สายตามองสนามหญ้าเบื้องหน้า เห็นหยาดน้ำค้างเกาะบนยอดหญ้าพราวใสเป็นผืนกว้าง ทอดตัวเป็นลานน้ำค้างอันงดงาม ชวนชุ่มชื่นใจ

            หญิงสาวชะงักเท้า ไม่คิดเหยียบย่ำไปบนความสวยงามนั้น สายตามองตรงยังศาลข้างหน้า ยกมือประณมไหว้แต่ไกล เป็นการเคารพ ทักทาย

            “ไม่ต้องลงมาข้างล่างก็ได้อีหนู...อยู่ข้างบนก็เหมือนกัน” เสียงอาแปะทักทายกึ่งดุ กังวานในหู

            “วันนี้ไม่ปรากฏตัวให้เห็นหรือคะ” ลานน้ำค้างถามด้วยกระแสเสียงในใจ

            “ไม่ล่ะ ไม่จำเป็นแล้ว” คำตอบแบบไม่ใส่ใจ

            “เสร็จจากการรักษาครั้งนี้ ไม่ว่าจะหายหรือไม่ หนูคงไม่ค่อยได้มาหาอาแปะแล้ว” หญิงสาวชวนคุยกึ่ง บอกลา

            “มันไม่สำคัญหรอก...ตราบใดยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เรายังมีโอกาสพบกันเสมอ...เพียงแต่ว่าจะจำกันได้ไหมเท่านั้นเอง”

            คำพูดอาแปะ ก่อให้จิตใจลานน้ำค้างเกิดอาการสะเทือน

 

            “ตราบใดยังเวียนว่ายตายเกิด” ช่างฟังดูเนิ่นนานนักหนา...เวียนว่ายตายเกิด หาต้นหาปลายไม่เจอ แล้วจะต้องดำเนินไปอย่างนี้อีกนานเท่าไร...

            “เรายังมีโอกาสเจอกันอีก...แต่จะจำกันได้ไหม” ฟังแล้วหดหู่ ชวนใจหาย...จะเป็นอย่างไร หากคนที่เราเคยรักหมดใจ ทุ่มเทจนไม่คิดถึงตนเอง...แล้ววันหนึ่งในอนาคตวัฏสงสารที่แสนไกล ได้พบกันอีก...แล้วไม่สามารถจดจำกันได้เลย...เดินสวนกันไม่ต่างจากคนแปลกหน้า

             “วัฏสงสาร” มันน่ากลัวขนาดนี้หนอ!



            “ค่ะ” ลานน้ำค้างตอบรับ หลังจากตั้งสติได้

            “ขอให้ได้มีโอกาสภาวนาต่อนะ” นี่เสมือนคำอวยพรจากอาแปะ...ผู้อยู่อีกภพภูมิ ที่น่าจะมีความสุข นับเป็นแดนสุคติ ที่เหล่ามนุษย์ต่างอยากไปให้ถึง...เพื่อเสวยสุข

            ฟังจากคำอวยพรนี้ คล้ายอาแปะจะอนุโมทนา ยินดีกับการได้เจริญสติ ภาวนาของเหล่ามนุษย์ มากกว่าการได้ใช้ชีวิตในสุคติภูมิเช่นนั้น...

            ไม่ว่าภพน้อย ภพใหญ่ ล้วนมีแต่ทุกข์...ทุกข์มากทุกข์น้อยแตกต่างกัน และล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ ความเป็นจริงที่บอกว่า...โลกไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ไม่สามารถบังคับ สั่งการได้อย่างใจ

             ผู้มีปัญญา ย่อมแสวงหาหนทางแห่งการจบกระบวนการเกิดตาย ถึงความสิ้นภพสิ้นชาติ เข้าสู่ความดับสนิท ชั่วนิรันดร์

 

            ลานน้ำค้างยกมือไหว้ ใจเกิดปีติในโอกาสของตน แล้วรู้สึกถึงการขาดหายในการติดต่อกับอาแปะ...

            หลังปีติผ่านพ้น ใจเกิดความสงบงัน ทบทวนคำพูด คำสอนต่าง ๆ ที่เข้าถึงใจ นึกถึงหลายชีวิตในภพภูมิหลังความตายที่ตนเองแลเห็น สัมผัสถึงการดิ้นรน วนเวียนอยู่ในอ่างขนาดใหญ่ที่ชื่อวัฏสงสาร

            ใจยอมรับการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีข้อสงสัย

            เมื่อนั้นใจคลาย เบาหวิว เสมือนไม่มีน้ำหนัก ร่างกายที่ยืนอยู่ริมชายคาตึกก็เห็นแค่ ‘รูปยืน’ เป็นแท่งกายไม่ต่างจากหุ่นกระบอก จิตใจตั้งมั่นโดยไม่บังคับ สายตาทอดเบา ๆ บนสนามหญ้าเบื้องหน้า

            เวลานั้นแดดเริ่มจัดขึ้น...หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าค่อยระเหยหาย ใจรับรู้เป็นขณะ ชั่วไม่นานผืนหญ้าลานน้ำค้างก็แห้งระเหย...ปราศจากความงามชุ่มชื่นเช่นเดิม

            ใจสัมผัสถึงไอน้ำที่ลอยหาย คล้ายมันกลายเป็น ‘ขี้เถ้า’

             น้ำค้างแปรสภาพเป็น เถ้าน้ำค้าง ระเหยลอยหาย ปราศจากตัวตน!

            ใจยอมรับ เห็นความจริงในความไม่มีตัวตนเบื้องหน้า...ย้อนเข้ามาดูกาย ดูใจตนเอง เห็นมันเกิด - ดับไม่ต่างจากลานน้ำค้างบนผืนหญ้าอันสวยงามเมื่อครู่

             เห็นมายา เกิด ดับ ลับหาย ล้วนไม่มีตัวตนแท้จริง

             ทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งนั้น

             ไม่มีสิ่งใดหนีความจริงนี้พ้น!

            ลานน้ำค้างหันหลังกลับ เดินขึ้นบนห้องด้วยใจโปร่งเบา สติแจ่มชัด...เห็นร่างกายที่เดินเป็นแค่รูป ไม่รู้สึกมีความเป็นตัวตนครอบครองชั่วขณะ

            กายก็แค่รูป ขยับเคลื่อนไหว อยู่ได้เพราะข้าว น้ำ และอากาศ...ใจรู้เท่าทันไม่มีอะไรให้ห่วง...หวง

            ต่อไป...หน้าที่ของเธอมีแค่คอยตามรู้กาย ตามรู้ใจอย่างที่มันเป็น

            ไม่ว่าผลการรักษาเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกครั้งนี้จะเป็นอย่างไร...ลานน้ำค้างไม่หวั่นไหว...

            ชีวิตที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งวันก็ตาม สิบปีก็ดี ประโยชน์ของมันคือ เป็นเวลาให้เธอได้เรียนรู้กาย – ใจ ตามความเป็นจริง เพื่อที่จะได้เข้าใกล้ความจริงขั้นสูงสุดไปทีละนิด...เท่านั้นเอง

  





บทส่งท้าย



            เวลาผ่านไป...สิบปี

            ฮอลล์กว้างจุคนได้นับหมื่น กำลังจัดเตรียมงานคอนเสิร์ตใหญ่...เวทีพร้อม เก้าอี้ผู้ชมเรียบร้อย ไฟ แสงสี บนเวทีกำลังทดสอบครั้งสุดท้าย สคริปต์ คิวการแสดงถูกทบทวนไม่ให้ผิดพลาด มนุษย์งานหลายสิบคนกำลังวุ่นวายกับงานคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นตอนหกโมงเย็น

            ด้านนอกมีป้าย...คอนเสิร์ต ‘โดม’ เพื่อสู้ลูคีเมีย... เป็นคอนเสิร์ตการกุศลครั้งใหญ่ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง

            บริเวณหน้างานมีการจัดบูธต่าง ๆ เริ่มจากบูธที่เหล่าแฟนคลับจัดโชว์ผลงานผ่านมาของโดม ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มเพลง ถ่ายแบบ โฆษณา งานภาพยนตร์ บอกให้เห็นถึงรอยทางในวงการบันเทิงตลอดสิบปีของเขาชัดเจน

            นอกจากนี้ยังมีบูธขายของที่ระลึก หนังสือ สมุดภาพ งานเขียนบางชิ้นของโดมที่นำมาขายหารายได้สบทบทุนเข้าโครงการ ถัดไปเป็นการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงพิษภัย ความน่ากลัวของมัน อีกทั้งยังยกเรื่องราวของผู้ป่วยบางคนที่มีโอกาสรักษาหาย แต่ขาดแคลนค่ารักษาพยาบาลมาโชว์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเห็นความสำคัญของโครงการนี้

            สุดท้ายเป็นบูธแจกหนังสือธรรมะเล่มค่อนข้างหนามีชื่อว่า...

            “ก่อนตาย

            มีรายละเอียดสั้น ๆ บนปก ว่าผู้ที่ถอดเทปพระธรรมเทศนา แล้วรวบรวม เรียบเรียงจนเกิดหนังสือเล่มนี้ เป็นผู้ป่วยโรคลูคีเมียท่านหนึ่ง

            กลุ่มแฟนคลับของโดมส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวที่ชื่นชอบในรูปลักษณ์ หน้าตา ซึ่งพากันมาตั้งแต่บ่าย สนใจอยู่กับบูธของที่ระลึก ไม่ค่อยเฉียดใกล้มาถึงบูธแจกหนังสือธรรมะสักเท่าไหร่

            ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มคนฟังระดับผู้ใหญ่ที่พอใจในเนื้อหา ท่วงทำนองดนตรี และบุคลิกส่วนตัวของนักร้องจริง ๆ ซึ่งจะเดินแวะเวียนดูนิทรรศการโรคมะเร็ง มาจนถึงบูธแจกหนังสือ ‘ก่อนตาย’

            “มาแจกหนังสือถึงที่นี่เลยหรือคะคุณหมอ” เสียงของหญิงสูงวัยทักทายขึ้น

            ที่บูธแจกหนังสือ ‘ก่อนตาย’ มีคุณหมอสองหนุ่มสาวคอยดูแล แจกทั้งหนังสือธรรมะและซีดี

            “สวัสดีค่ะคุณป้ากาญจนา” หมอน้ำทิพย์ยกมือไหว้ พาให้คุณหมอหนุ่มที่ยืนข้าง ๆ ทำตาม

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” คุณกาญจนาพูด

            “ค่ะ...น่าจะตั้งแต่คุณย่าท่านเสีย” หมอน้ำทิพย์พูดพลางแนะนำ หมอหนุ่มที่ยืนด้านข้าง “นี่เพื่อนทิพย์ค่ะ เป็นหมอเหมือนกันชื่อน่าน”

            หมอน่านยิ้มให้สตรีชราที่ดูแข็งแรงผู้นี้

            “รับหนังสือไปอ่านมั้ยครับ” ชายหนุ่มหยิบหนังสือยื่นให้

            “ขอบใจนะคุณหมอ” คุณกาญจนารับพลางสะกิดคนที่มาด้วย “นี่ไงเธอ หนังสือของคุณย่ามาลัย”

            “ไหนคะคุณพี่” สาวใหญ่วัยอ่อนกว่าสนใจ “เล่มนี้ใช่มั้ยคะที่พี่กาญจนาพูดถึง บอกว่าเป็นหนังสือธรรมะที่พวกเราควรหาอ่าน”

            “ใช่แล้วล่ะ น่าเสียดายที่ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของพี่ให้เขาไปแล้ว พอเขาพิมพ์ซ้ำ ได้มาก็ให้เขาไปอีก ดีจริง ที่เขาพิมพ์มาแจกที่นี่ด้วย” พูดพลางยิ้มให้คนแจกหนังสือทั้งสอง

            “เอ...เขาบอกว่าคนที่ถอดเทปแล้วรวบรวม เรียบเรียงนี่ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย คุณพี่รู้จักมั้ย”

            “รู้จักสิ” คุณกาญจนายิ้มพราย “เธอชื่อลานน้ำค้าง”

            ใครจะลืมหญิงสาวที่สดใสแพรวพราวคนนั้นได้

            “แล้วยังอยู่หรือเปล่าคะ อยากเจอตัวจัง”

            คุณกาญจนาไม่ตอบ คุณหมอทั้งสองไม่ตอบ ใจหวนนึกถึงวันที่หญิงสาวคนนั้นเข้ามากราบคุณย่าหลังจากเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเรียบร้อยแล้ว



            “เป็นยังไงบ้าง หายดีหรือยัง” คุณย่าถามอย่างเมตตา

            “ไม่หายค่ะ” คำตอบชัด คนฟังอยู่ใกล้ยังใจหาย แต่เจ้าตัวกลับยิ้มใส พูดจาชัดเจน “ลานมาขอเรียนธรรมะกับคุณย่าต่อ ตั้งใจจะใช้ช่วงเวลา ‘ก่อนตาย’ นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง”

            “เอาสิ ย่าจะสอนให้” คุณย่ามาลัยบอกอย่างเต็มใจ

            จากวันนั้นหญิงสาวก็หมั่นมาฟังธรรมเป็นประจำ พร้อมกับมารดาและชายหนุ่มอีกคน แต่ละครั้งจะบันทึกเสียงเทศนาของคุณย่าเอาไว้ อัดใส่แผ่นซีดีแจกลูกศิษย์คุณย่า...ผ่านไปหลายเดือนคุณย่าหยุดสอน และเสียชีวิตลงในที่สุด
 
            หญิงสาวคนนั้นนำพระธรรมเทศนาที่บันทึกทั้งหมด ถอดออกมาพิมพ์เป็นหนังสือ เสร็จทันได้แจกในงานพระราชทานเพลิงศพคุณย่ามาลัย

            จากนั้นหนังสือ ก่อนตาย’ ก็ถูกพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง เผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น จนกระทั่งได้มาพิมพ์แจกในงานคอนเสิร์ตหารายได้เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งในครั้งนี้



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved