ความไม่ยึดมั่นถือมั่น
สารส่องใจ Enlightenment


พระธรรมเทศนา โดย พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย




เกิดมาแล้วก็มาติดในสมมุติว่า กายเรากายเขา ตัวเราตัวเขา
มันติดกันเป็นพืดมาเลย มันจึงเบียดเบียนกัน ชิงดีชิงเด่นกัน
ก็เพราะมันถือว่าของเราของเขา นี่แหละมันเป็นมูลเหตุ
เพราะฉะนั้น เราผู้นับถือพระพุทธศาสนา ขอให้ถือเอาข้อปฏิบัติย่อๆ นี้ไปปฏิบัติ
สอนจิตอย่าให้มันถือมั่นร่างกายนี้ว่า เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตน



เมื่อมันไม่ถือมั่นร่างกายอันนี้แล้ว มันก็ไม่ถือมั่นในสมบัติภายนอกอื่นใดต่อไป
บัดนี้เมื่อมันไม่ถือแล้วจะทำอย่างไร โยนทิ้งไปทั้งหมดหรือ ไม่ใช่
เพียงแต่จิตรู้เท่าว่าของเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ของใช้ชั่วคราว แล้วเราก็ใช้มันอยู่นั้น
แต่เราไม่ยึดมั่น เราไม่สำคัญว่าเป็นของเรา

เวลามันสูญมันหายไป เราก็ไม่เป็นทุกข์ใจ เพราะเราไม่ถือว่าเป็นของเรา
ความไม่ถือมั่นนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก
ส่วนความถือมั่นนี้
พาให้เราเกิดแก่เจ็บตายมาในสงสารนี้นับชาติไม่ถ้วนแล้ว ให้พากันตื่นตัว

เมื่อเราไม่ยึดถือร่างกายอันนี้แล้ว และเราก็มีศีลห้า ไม่ทำบาปอย่างนี้
มันก็พ้นจากทุกข์ในโลกนี้ ตายลงไปก็ไปสู่สวรรค์



นี่ความไม่ยึดถือโลกอันนี้ เราอาศัยอยู่ชั่วคราว
อาศัยโลกนี้เพื่อสร้างบุญบารมี ไม่ใช่อาศัยเพื่อความสุขสนุกสนาน
ความสุขในโลกนี้มันก็ชั่วคราว แล้วก็เจืออยู่ด้วยทุกข์ ต้องพิจารณาให้รู้




โยม: แล้วจะละได้อย่างไรครับ

หลวงปู่: ทุกข์เพราะความเกิด เกิดมาแล้ว ก็ต้องหาปัจจัยเครื่องอาศัยบำรุงเลี้ยงมัน
เวลายังเล็กน้อยอยู่ ก็อาศัยพ่อแม่หาปัจจัยเครื่องอาศัย มาเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า
แสนทุกข์แสนยากกว่าลูกคนหนึ่งจะใหญ่ขึ้นมาได้
ครั้นพอมีลูกขึ้นมาแล้ว ถ้าหากว่าลูกนั้นเป็นคนดีก็ค่อยยังชั่วหน่อย
ฟังคำพ่อคำแม่ รู้จักคุณพ่อคุณแม่ไม่เนรคุณ
ถ้าไปได้ลูกที่เนรคุณ ไม่รู้คุณพ่อคุณแม่
เป็นคนเกเรคบเพื่อนที่ไม่ดี ทำเอาพ่อแม่หนักใจเลย
นี่ พรรณนาถึงความทุกข์ในชีวิต มันเป็นอย่างนี้


เมื่อเลี้ยงลูกมีลูกมาก็เป็นทุกข์กับลูก มีหลานมาก็เป็นทุกข์กับหลาน
มีเงินทองข้าวของมาก็เป็นทุกข์กับเงินทองข้าวของ

คนมีเงินมากโจรมันก็พยายาม มีรายหนึ่งเขาลงหนังสือพิมพ์
ว่าไปเบิกเงินจากธนาคารมาห้าแสน เอาใส่ในรถมา ก็ไปแวะกินอาหาร
แล้วบัดนี้มีขโมยมันมาทุบกระจกรถแตก แล้วก็คว้าเอากระเป๋าเงินนั้นไปเลย
เจ้าของก็อกหัก เงินตั้งห้าแสน ดูสิโลกอันนี้มันเป็นอย่างนี้




โยม: หลวงปู่ครับ แล้วในสวรรค์นี้มีความทุกข์ไหมครับ

หลวงปู่: เมืองสวรรค์ไม่มีทุกข์มีแต่สุข
เพราะว่าสวรรค์นั้นไปเสวยผลบุญที่ตนทำในโลกนี้ บุญมากจึงสมควรไปสวรรค์ได้
พอไปแล้วบุญที่สร้างในโลกนี้ ไปเนรมิตวิมานให้อยู่
เนรมิตข้าวน้ำอาหารให้รับประทาน เนรมิตผ้านุ่งผ้าห่มให้นุ่งให้ห่มให้ใช้สอย
เรียกว่าไม่มีการค้าการขาย ไม่มีการทำนาทำสวนในสวรรค์นะ
บางคนมีบุญหลายก็มีรถทิพย์ เมื่อเทวดาจะไปไหนก็ไม่ต้องเหาะให้ลำบาก
นั่งรถทิพย์แล้วอธิษฐานจิตเอา จะไปที่นั่นที่นี่ รถทิพย์ก็พาไปเลย
ครู่เดียวก็ถึงที่หมายแล้ว อย่างจะมาหามนุษย์โลกนี้ ครู่เดียวก็ถึงแล้ว
จึงว่าของทิพย์ของวิเศษ แล้วก็มีอายุยืนด้วย
มีอายุยืนตั้งพันปี สองพันปี สี่พันปีก็มี หกพันปีก็มี
แต่เมืองสวรรค์มาเทียบกับวันคืนเดือนปีเมืองมนุษย์เทียบกันไม่ได้
คิดแต่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้นะ ร้อยปีเมืองมนุษย์จึงเท่าวันหนึ่งคืนหนึ่งเมืองสวรรค์
อันนี้ว่าตามตำรานะ ไม่ใช่เดาเอา
ฉะนั้นเรามาเกิดในโลกนี้ ยังไม่ถึงอายุเทวดาวันหนึ่งคืนหนึ่งด้วยซ้ำเลย



โยม: หลวงปู่ แล้วถ้าอยู่ในสวรรค์ สร้างบารมีได้ไหมครับ

หลวงปู่: อยู่ในสวรรค์ก็มีพระเจดีย์
อยู่เมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชื่อว่าพระเกศแก้วจุฬามณี
ถึงวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เทวดาจาก ๖ ชั้นฟ้า จะมีธูปเทียน ดอกไม้ทิพย์ลงมา
แล้วก็มาจุดบูชา แล้วก็เดินเวียนประทักษิณ ๓ รอบ อันนั้นก็เป็นบุญของเทวดา



โยม: เทวดาก็สร้างกุศลสร้างบารมีได้หรือครับ

หลวงปู่: มนุษย์ผู้ได้ไหว้พระได้ภาวนา
ได้พิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่ว่ามา
เป็นนิสัยมาแต่เป็นมนุษย์ พอไปเกิดบนสวรรค์แล้วก็ยังระลึกได้อยู่
ก็ไหว้พระภาวนาอยู่บนสวรรค์โน้น ผู้เป็นเช่นนี้ไม่เพลินในสมบัติทิพย์หรอก
ส่วนผู้ที่เพลิดเพลินในสมบัติทิพย์นั้น
แต่เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์นี้ทำบุญให้ทานจริง มีศีลจริง
แต่ไม่ภาวนา ไม่พิจารณาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่อไปเกิดบนสวรรค์แล้ว ก็ไปหลงใหลทิพย์สมบัติอันมโหฬารอันนั้น



โยม: ในสวรรค์มีหรือไม่ ที่เขาบำเพ็ญจนสำเร็จเป็นพระอริยะ
หรือจะต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์ครับ


หลวงปู่: ถ้าเทวดาเหล่าใดได้ประพฤติปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ ๓ ประการนี้แต่เป็นมนุษย์
ให้ทานก็ให้ รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ แล้วฟังธรรมไหว้พระภาวนาแต่เป็นมนุษย์นี้
เมื่อตายแล้วไปเกิดในสวรรค์มีอายุยืน พวกนี้บุญหลาย
จนกว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาบังเกิดในโลกนี้
แล้วเสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดากับเทวดาทั้งหลาย
เทวดาพวกนี้มีอุปนิสัยมากจึงได้มาฟังพระอภิธรรม


พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมจบลงกัณฑ์หนึ่งๆ นี้นะ
เทพธิดา เทพบุตรเหล่านั้นได้บรรลุมรรคผลเป็นโกฏิ เป็น ๒ โกฏิ
สมัยนั้นท่านเรียกว่าโกฏิ ไม่เรียกว่าล้าน โกฏิหนึ่งก็ ๑๐ ล้าน นี่ก็เป็นโกฏิหนึ่ง



อันเทวดานั้นใช่ว่าไม่ทำบุญนะ ทำ ทำบุญอย่างสูงด้วย เพราะฟังพระอภิธรรม
มนุษย์ฟังไม่ค่อยเข้าใจ เทวดาฟังเข้าใจได้ เพราะเทวดามีปัญญาแหลมคมกว่ามนุษย์
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงไปแสดงพระอภิธรรมนั้น โปรดพุทธมารดาและเทวดา
เมืองมนุษย์นี้พระพุทธองค์ไม่แสดงนะ
พระองค์พิจารณาแล้วเห็นว่า แสดงแล้วไม่มีคนเข้าใจ



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จาก วรลาโภวาท ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved