เถ้าน้ำค้าง ๔๔
วรรณกรรมนำใจ Lite Literature


Tao Nam Kang - front re

ชลนิล



(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            สติลานน้ำค้างวูบ ๆ วาบ ๆ เป็นพัก บางครั้งรู้สึกตัว บางครั้งก็เบลอ ในหัวมีภาพต่าง ๆ วนเวียน วุ่นวาย สับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก แยกไม่ออกเรื่องใดจริง เรื่องใดฝัน

            ได้ยินเสียงเลียบเมืองแว่วในหูเป็นระยะ เสียงร้องไห้ตกใจของปันปันคอยแทรก มีเสียงก๊อกแก๊กฟังไม่ได้ศัพท์ก้องอยู่ไม่ขาดสาย

            สมองมึนเบลอ หนักอึ้ง ไม่รู้สึกตัว หูได้ยินเสียงรอบตัวค่อนข้างชัด ฟังไม่รู้เรื่องเป็นเสียงของใคร กำลังพูดอะไร ยิ่งสนใจฟังยิ่งไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ปล่อย...ปล่อยทุกอย่างทิ้งไป

            ทิ้งไปให้หมด เป็นอย่างไรช่างมัน...ช่างมัน...ร่างกายจะเป็นอย่างไรก็ช่าง จะปวดหัวจนสมองแตกก็เรื่องของหัว ไม่เกี่ยวกับเรา...จิตแยกออกมาเป็นผู้รู้เองโดยอัตโนมัติ



            สุดท้ายรู้สึกเหมือนตนเองหลุดออกมายืนอยู่บนทางเดินโรงพยาบาล คุณหมอ พยาบาลกำลังวุ่นวายเข็นเตียงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน ทุกคนเหน็ดเหนื่อย เคร่งเครียด ไม่มีใครสนใจหญิงสาวที่กำลังยืนคว้าง เก้ ๆ กัง ๆ ทำตัว ไม่ถูก

            ลานน้ำค้างเห็นหมอน่าน กับหมอน้ำทิพย์เดินกึ่งวิ่งมายังห้องฉุกเฉิน สีหน้ากังวล ตกใจ

            “ใครพาลานมาส่งน่ะทิพย์” หมอน่านถาม

            “คุณเลียบเมือง พี่ชายปันปัน คนไข้โรคหัวใจของทิพย์น่ะ”

            “แล้วเป็นยังไงมายังไงนี่ ถึงติดเชื้อมาแบบนี้”

            “ไม่รู้เลยน่าน มาถึงไข้ก็ขึ้นสูงเร็วมาก เห็นคุณเลียบเมืองบอกว่าวันนี้ทั้งวันดูไม่เป็นอะไร พาตระเวนกันทั่ว จนตอนเย็นจะพากลับบ้านนี่แหละ ถึงเพิ่งรู้ว่าตัวร้อนจัด”

            “เจ้าลานมันใจแข็งจะตาย เจ็บป่วยยังไงมันก็ไม่ยอมบอกใครหรอก...แย่จริง แล้วนี่เขารู้มั้ยว่าลานป่วยเป็นมะเร็ง”

            “คงไม่รู้มั้ง ทิพย์ก็ไม่ได้พูดอะไร”

            “มีใครโทรตามอาจารย์หมอหรือยัง” น่านหมายถึงหมอนภัทร

            “ทิพย์ให้พยาบาลโทรตามแล้ว ตอนนี้น่าจะอยู่ในงานสวดศพคุณมาตา...แหม...เรื่องวุ่น ๆ นี่ช่างตามกันมาน่าสนุกจริง ๆ” ท้ายเสียงคุณหมอสาวพูดอย่างมีอารมณ์ขัน

            “ทิพย์เก่งนะ ยังยิ้มออกมาได้”

            “ต้องยิ้มได้สิ เราเป็นหมอนะ ถ้ามามัวกลุ้มใจตามคนไข้ แล้วจะรักษาเขาได้ยังไง”

            ลานน้ำค้างไม่ตามคุณหมอทั้งสองคนเข้าห้องฉุกเฉิน ความสนใจเป็นห่วงอยู่ที่เลียบเมืองกับปันปัน ที่กำลังยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูห้อง สีหน้าชายหนุ่มกังวล ไม่สบายใจ ส่วนปันปันก็ตาแดงฉ่ำ เพิ่งหยุดร้องไห้

            หญิงสาวยืนข้าง ๆ สองพี่น้อง รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเห็นหล่อนแน่ ไม่รู้เหมือนกันว่าปัจจุบันตนเองอยู่ในสภาวะอะไร แต่ไม่สนใจครุ่นคิดสงสัย ทำได้แค่คุกเข่าตรงหน้าแม่หนูน้อย แล้วพูดปลอบใจ

            “ปันปันจ๋า อย่าร้องไห้ พี่ไม่เป็นอะไรหรอก” พูดทั้งที่รู้ว่าปันปันคงไม่ได้ยิน แปลกใจนิดหน่อย ตรงที่ปันปันเห็นชีวิตหลังความตายมากมาย แต่ไม่ยักเห็นหล่อน แสดงว่าเธอก็น่าจะยังมีชีวิตอยู่

            ดูเหมือนกระแสความหวังดี เป็นห่วงของลานน้ำค้างจะกระทบถึงใจเด็กน้อย ปันปันจึงแค่สูดน้ำมูกฟืดฟาด เงยหน้าถามพี่ชายเสียงอ่อย ๆ

            “พี่ลานจะเป็นอะไรมากรึเปล่า...”

            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะปันปัน ถึงมือคุณหมอแล้วอย่างนี้” ชายหนุ่มทรุดตัวลงบอกกับเด็กหญิงด้วยสีหน้าดีกว่าเดิม

            “จริง ๆ น้า...” แม่หนูน้อยขอคำยืนยัน

            “จริงสิ...คุณหมอที่นี่เก่งออก ขนาดผ่าตัดรักษาปันปันให้หายยังได้เลย จริงมั้ยล่ะ”

            เลียบเมืองปลอบใจ ปันปันค่อยยิ้มออก...ชายหนุ่มแอบถอนใจเบา ๆ ก่อนอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา แล้วพาไปนั่งรอที่เก้าอี้ยาว

            ลานน้ำค้างตามไปนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกัน หันไปบอกกับเขา ทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ได้ยิน

            “คุณปอนกลับบ้านเถอะค่ะ ปันปันเพลียจะแย่อยู่แล้ว”

            หญิงสาวบอกอย่างนั้น ขณะที่เจ้าปันปันนั่งตักพี่ชาย เอาศีรษะพิงซุกหน้าอก และค่อย ๆ หลับอย่างหมดเรี่ยวแรง

            เลียบเมืองไม่ได้ยิน เขาไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เพียงแค่จัดท่าน้องสาวให้นั่งหลับสบายกว่าเดิม วงแขนประคองไม่ให้ศีรษะตกลงมา

            ลานน้ำค้างทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอตามเขา ดูความวุ่นวายหน้าห้องฉุกเฉิน เป็นห่วงสงสารปันปันก็เป็นห่วง เกรงใจเลียบเมืองก็เกรงใจ ไม่รู้ควรทำอย่างไร ลืมไปว่าร่างกายของหล่อนอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงกว่าใครด้วยซ้ำ

            เวลาผ่านไปไม่นาน คุณดาริกาก็มาพร้อมกับบูรพา ...

            เมื่อตอนเย็นคุณดาริกากลับมาบ้านไม่พบลูกสาว ก็โทรศัพท์ตาม ได้ยินเสียงเลียบเมืองรับสายเล่าเรื่องทั้งหมด ให้ฟัง จึงโทรศัพท์ตามบูรพา ชวนกันมาที่โรงพยาบาล

            “สวัสดีครับคุณน้า” เลียบเมืองพยายามยกมือไหว้เก้ง ๆ ก้าง ๆ

            “จ้ะ ไม่ต้องไหว้หรอกคุณ เดี๋ยวปันปันตื่น” คุณดาริการีบบอกก่อนถามไถ่ “ลานเป็นยังไงบ้าง หมอเขามาดูหรือยัง”

            “หมอเข้าไปแล้วครับ รู้จักกับลานด้วย เห็นว่าชื่อน่าน” เขาบอก

            “อาการเขาเป็นยังไงบ้าง” แม่ถามเป็นห่วง

            “ตัวร้อน ไข้ขึ้นสูงครับ” เลียบเมืองตอบ

            “ติดเชื้อ!” บูรพาอุทาน เลียบเมืองหันมองอย่างแปลกใจ

            “ติดเชื้ออะไรครับ...ลานเขาป่วยเป็นโรคอะไร?” ชายหนุ่มถามสงสัย

            บูรพาหันหลังให้ ไม่สนใจตอบ ลานน้ำค้างเห็นอาการอย่างนั้นก็รู้ว่าเพื่อนหนุ่มกำลังโกรธจัด โกรธชนิดที่ใครอย่าเข้าใกล้ไปแตะเชียว เพียงนิดเดียวก็ระเบิดได้

            คุณดาริกาถอนใจ มองชายหนุ่มสองคนแล้วไม่รู้ควรพูดอย่างไร หันไปบอกเลียบเมืองเสียงอ่อนโยน

            “คุณกลับบ้านก่อนเถอะ สงสารหนูปันปัน นี่กินอะไรกันมาหรือยัง...”

            พอถูกถาม เลียบเมืองก็นึกได้ ตั้งแต่เกิดเรื่อง ทุกคนก็ยุ่งกันหมด ลืมเรื่องรับประทานอาหารเย็นเสียสนิท เจ้าปันปันบ่นหิวข้าวจนหายหิว หลับไปแล้ว

            “งั้นผมพาปันปันกลับไปก่อน แล้วจะมาอีกทีนะครับ” เขาเป็นห่วงหญิงสาวจากใจจริง

            “ไม่ต้องมาหรอก!...” คนตอบคือบูรพา แววตากร้าว เม้มริมฝีปากแน่น มีคำพูดอยากระเบิดใส่หน้าชายหนุ่มคนนี้ แต่พยายามทนสะกดกลั้นเอาไว้

            เลียบเมืองถอนใจ ไม่ตอบโต้ อุ้มปันปันกลับอย่างระมัดระวัง

            เหลือคุณดาริกากับบูรพากระสับกระส่าย รอคอย

            ส่วนลานน้ำค้างไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องนั่งรอตามด้วย ทั้งที่ไม่มีใครรู้สึกถึงการมีอยู่ของหล่อนเลย...จนกระทั่ง

            “ว่างาย...อีหนู” เสียงเรียกคุ้นหู หญิงสาวหันไปพบบุคคลคุ้นเคย

            “อาแปะ!” ลานน้ำค้างอุทาน นึกไม่ถึงจะมีใครเห็นตนเองในสภาวะเช่นนี้







บทที่ ๒๙



            ลานน้ำค้างถูกย้ายไปรักษาอีกห้องหนึ่ง คุณดาริกากับบูรพาตามไปนั่งรอ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย สายตาแทบไม่ห่างจากประตูห้อง หมอนภัทรมาถึงครู่ใหญ่ เข้าไปดูแล รักษาอาการให้ไข้ลดลง

            ช่วงนาทีที่ผ่าน ไม่ต่างกับช่วงเวลาเป็นปี มันเนิ่นนานจนผู้รอคอยต่างทรมานด้วยความกังวลใจ

            “แม่กลับบ้านก่อนดีมั้ย ไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้ ผมจะอยู่เฝ้าเอง” บูรพาบอก

            “แม่จะรอ...บูนั่นแหละกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้มีเรียนไม่ใช่หรือ”

            “กลับไปก็นอนไม่หลับหรอกแม่...ผมเป็นห่วงลาน” เขาไม่ปิดบัง

            แม่เข้าใจ ไม่เซ้าซี้อีก ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอำพรางความรู้สึกกัน บูรพาคิดอย่างไรกับลานน้ำค้าง แม่รู้ดี แต่คนเป็นแม่ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ทำได้อย่างเดียวคือเอาใจช่วย...

            เช่นเดียวกับพยายามเอาใจช่วยลานน้ำค้าง...ให้ผ่านวิกฤตความเจ็บป่วยครั้งนี้ให้ได้



            เวลาผ่านไปอีกนาน...บูรพานั่งประสานมือไว้ข้างหน้า คอยบีบกระชับแน่นเป็นระยะ ให้กำลังใจตัวเอง และคอยระวังไม่ให้ความเป็นห่วง กังวลใจของตน แพร่ระบาดมาถึงแม่ของลานน้ำค้าง

            ทั้งสองพูดจากันน้อยลง ไม่กล้าระบายความอึดอัด กระสับกระส่ายออกมารบกวนอีกฝ่าย จนคนที่สูงวัยกว่า สงสารต้องยอมเอ่ยปาก

            “บูกลับไปนอนดีกว่า ดึกมากแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แม่คอยคนเดียวได้”

            “ผมอยากอยู่เป็นเพื่อนแม่ด้วยนี่ครับ” ชายหนุ่มตอบ “ถ้ายังไม่รู้ว่าลานปลอดภัย ผมก็ยังกลับไม่ได้ และถ้าแม่ยังอยู่ตรงนี้ ผมก็ยังกลับไม่ได้อีกเหมือนกัน”

            แม่ไม่รู้จะพูดอย่างไร นอกจากเอื้อมมือไปจับมือบูรพา สัมผัสที่ได้รับคือความเย็นชื้น...รู้ว่าเขากลัวขนาดไหน กังวลเพียงใด คุณดาริกาบีบกระชับมือชายหนุ่มแน่น บูรพาสบตาตอบ สิ่งที่ถูกเก็บซ่อนในหัวใจถูกระบายออกมา

            “ผมกลัวมากจริง ๆ ครับแม่...แล้วก็โกรธผู้ชายคนนั้นจริง ๆ โกรธที่มันไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป โกรธที่มันไม่รู้เลยว่าลานดีต่อมันขนาดไหน โกรธที่มันได้สิ่งมีค่าไปโดยไม่รู้ตัว ไม่เหนื่อยแรงสักนิด...”

            บูรพาไม่กล้าบอกว่า...สิ่งที่มีค่านั้น คือหัวใจลานน้ำค้าง มันเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอ ทุ่มเท แต่ไม่เคยได้รับ

            “เขาไม่ผิดหรอกบู” แม่เข้าใจ “แบบเดียวกับลาน...ก็ไม่ผิด...ที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่อยู่ใกล้ ทุ่มเทความจริงใจให้เขาขนาดไหน”

            บูรพาลำคอตีบ พูดไม่ออก มีก้อนแข็ง ๆ จุกตัน น้ำตาพาลจะไหล

            ประตูห้องเปิด หมอนภัทรก้าวออกมา สีหน้าเคร่งขรึม แววตาเฉยนิ่งยากจับความรู้สึก ดวงตาแลตรงยังญาติคนป่วยที่นั่งรอฟังผลอย่างกระวนกระวายใจ

            “ไข้ลดลงแล้ว” หมอนภัทรบอก คุณดาริกา บูรพาต่างคลายใจ มีรอยยิ้มออกมาได้ “แต่ยังมีเรื่องต้องคุยกันอีกหน่อย ช่วยตามผมมาที่ห้องด้วย”

            “ได้ค่ะ” คุณดาริการีบบอก บูรพาพร้อมจะตามไป

            “ขอโทษครับ ขอผมฟังด้วยคนได้มั้ย” เสียงจากชายหนุ่มอีกคน ‘เลียบเมือง’

            เขามาในเสื้อผ้าชุดเดิม หน้าตายังไม่ได้ล้างด้วยซ้ำ แสดงว่าพอพาปันปันกลับบ้าน ให้แม่หนูน้อยได้กินข้าว เข้านอนเสร็จ ก็รีบออกมาด้วยความเป็นห่วง กังวลใจไม่น้อยกว่าคนอื่น

            บูรพาสบตาคุณดาริกา มีแววขอร้องให้ปฏิเสธ...เรื่องของลานน้ำค้าง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ชายคนนี้ได้รู้...ผู้สูงวัยกว่าสบสายตาตอบอย่างอ่อนโยน เข้าใจโลก พร้อมให้โอกาสทุกคน

            “ได้สิ...เชิญค่ะคุณเลียบเมือง” คุณดาริกาตอบรับ

            เลียบเมืองยิ้มขอบคุณ เดินตามคนทั้งสองอย่างพร้อมจะรับรู้ปัญหาของหญิงสาว นอกจากนั้นยังพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือเต็มกำลัง เท่าที่ความสามารถจะช่วยได้




- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -




            เป็นครั้งแรกที่ลานน้ำค้างมองเห็นร่างกายตนเอง ร่างกายซึ่งกำลังนอนหลับใหลดูไม่ต่างจากเป็นคนอื่น ใบหน้าซูบเซียว ริมฝีปากซีด หน้าอกกระเพื่อมเป็นจังหวะเนิบ ๆ

            ...เห็นชัดเจนขนาดนี้จำเป็นต้องยอมรับว่าป่วยหนักจริง ๆ...

            “แปะคะ ทำไมหนูดูโทรมจัง” ลานน้ำค้างบ่น

            “ก็คนป่วยนี่ จะให้ดูแข็งแรง สดใสเหมือนคนปกติเขาได้ยังไง”

            “ทุกทีหนูไม่ดูโทรมขนาดนี้นะ” เจ้าหล่อนไม่วายเถียง

            “เคยสนใจดูตัวเองจริงจังแค่ไหนล่ะ ชอบบอกใคร ๆ เขาว่าสบายดี ไม่เป็นไร...ใกล้ตายอยู่แล้วยังบอกสบายดีอยู่ได้” อาแปะตำหนิ

            “แหม...ก็หนูไม่อยากให้คนอื่นเขาเป็นห่วงนี่” หญิงสาวหาเหตุผลจนได้

            “แล้วคิดว่าคนอื่นเขาตาบอดหรือไง ถึงดูอาการเราไม่ออกน่ะ”

            “อย่างน้อยเขาก็จะได้สบายใจว่าหนูมีกำลังใจดี” ลานน้ำค้างพูดอ่อย ๆ

            “กำลังใจดีเพราะกดข่ม บังคับ โกหกตัวเอง กับมีกำลังใจดีเพราะยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง เห็นร่างกาย เห็นเวทนาในร่างกายเป็นอื่น ไม่ใช่ตัวเราน่ะ มันต่างกันมากนะ” อาแปะชี้ประเด็น

            ลานน้ำค้างอึ้ง มองเห็นความแตกต่างชัดเจน...การโกหกตัวเองว่า “ไม่เจ็บ” กับการยอมรับว่า “เจ็บจริง” แต่สามารถมองเห็นความเจ็บปวดนั้นเป็นต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ทำให้จิตใจเจ็บปวดกระวนกระวายไปด้วยนั้น มันแตกต่างกันมากจริง ๆ

            จำได้ว่าในหนังสือ ...ธรรมะมือใหม่ ที่หมอน้ำทิพย์ให้มาเคยพูดถึง ชี้ให้เห็นอยู่เหมือนกัน หล่อนเคยฝึกสังเกตดูตามแบบเล่น ๆ บ้าง

            “หนูยังไม่ตายนี่ แต่ไหงวิญญาณออกมาแบบนี้ได้” ลานน้ำค้างหาเรื่องสงสัย ถามอาแปะ

            “สงสัยไปทำไมว้า...ไม่ได้มีประโยชน์เล้ย...” อาแปะพูดลอย ๆ ไม่สนใจตอบ แถมยังเดินหนีเหมือนรู้ว่าต้องโดนซักไซ้ไล่เลียงอีกยาว

            “แปะคะ” ลานน้ำค้างร้องตาม “จะไปไหน หนูไปด้วย”

            “ไปห้องดับจิตนะ ไปมั้ย” อาแปะจงใจขู่

            “ไปสิ” หญิงสาวไม่ยักกลัว อาแปะเอียงคอมองกึ่งประหลาดใจ สักครู่ก็ยิ้มแปลก ๆ หันหลังเดินหนีหน้าตาเฉย ลานน้ำค้างรีบตาม

            ...อาแปะเป็นเพื่อนคนเดียวในภพแปลกหน้าแห่งนี้ เธอจึงเกาะไม่ปล่อย...

            ที่จริงลานน้ำค้างรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้วว่าอาแปะไม่ใช่มนุษย์ และไม่น่าใช่ดวงวิญญาณเลื่อนลอย ไม่รู้สึกตัวแบบพวกผีในโรงพยาบาล แต่จะเป็น “ใคร” หรือ “อะไร” มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องไปค้นคว้า

            มาเจออาแปะอีกครั้งในสภาวะเช่นนี้ หล่อนจึงไม่แปลกใจ หนำซ้ำยังยินดีที่มีเพื่อนพูดคุย ทำให้ไม่เหงาในภพที่ดูเหมือนเดิม แต่แปลกแตกต่างไปจากโลกคุ้นเคย



            ห้องดับจิตมีศพเก็บไว้หลายศพ โดยมากถูกแช่เย็นอยู่ในตู้ มีบางศพวางไว้บนเตียงเข็นข้างนอก มีผ้าคลุมทั้งหมดบ้าง คลุมไว้บางส่วนบ้าง ส่วนที่ไม่ได้คลุมผ้าจะเห็นผิวเป็นสีเขียวคล้ำซีดดูน่ากลัว

            “ไม่กลัวผีเหรอ” อาแปะถามกึ่งหยอก

            ลานน้ำค้างยืนมองศพด้วยอาการเฉย ๆ นึกเปรียบเทียบกับร่างตนเองเมื่อครู่ ดูเกือบไม่ต่างกัน...หากร่างของหล่อนเขียวซีดกว่านั้น ไม่มีอาการกระเพื่อมของหัวใจ มันก็ไม่ต่างจากก้อนเนื้อแข็ง ๆ ที่วางอยู่บนเตียง รอเวลาเป็นเศษเนื้อเน่า เหม็นคลุ้งให้คนอื่นเขาเอาไปเผาทิ้ง ไม่ให้อุจาดรบกวนใคร ๆ

            “ร่างของหนูตะกี้ ก็เกือบจะเหมือนพวกเขาอยู่แล้ว ส่วนสภาพของหนูตอนนี้ใครเห็นเขาก็ต้องคิดว่าเป็นผีอยู่ดี มีอะไรน่ากลัวล่ะแปะ” หญิงสาวตอบ

            อาแปะยิ้มจนแก้มอูม ตาหยี ชี้มือไปยังตู้เก็บศพ แล้วพลันตู้เหล่านั้นก็ดีดผึงออก ถุงที่ห่อศพเปิดกว้าง เผยให้เห็นร่างไร้ชีวิตมากมายเรียงราย ราวกับจัดงานนิทรรศการคนตาย

            วูบแรก ลานน้ำค้างตกใจ การได้เห็นศพคนตายในสภาพน่ากลัวเรียงกันเช่นนี้ชวนให้ใจนึกหวั่น พรั่นพรึง

            “คราวนี้กลัวหรือยัง” อาแปะทดสอบถาม

            หญิงสาวพยักหน้ายอมรับความจริง ไม่กลัวเสียฟอร์ม...เพียงวูบเดียวนิทรรศการซากศพในห้องดับจิตก็หายวับ เปลี่ยนเป็นอีกสถานที่หนึ่ง... ริมถนน แสงไฟสว่าง ผู้คนพลุ่งพล่าน เสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

            “คราวนี้ยังกลัวอยู่หรือเปล่า” อาแปะถามอีกครั้ง

            ลานน้ำค้างส่ายหน้า ความกลัวเมื่อครู่หายวับ เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่ บรรยากาศ

            “เห็นมั้ยว่า...ความกลัว... มันไม่น่ากลัวจริง ๆ หรอก มันเกิด – ดับห่างกันแค่แวบเดียว” อาแปะสรุป หญิงสาวเข้าใจ

            “แปะหมายความว่า...ความกลัว มันก็คือ สภาวะที่ใจปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้นเอง ใช่มั้ยคะ” ลานน้ำค้างดึงคำพูดเหล่านี้มาจากหนังสือ ธรรมะมือใหม่

            “อืม...” อาแปะยังยิ้มตาหยี “จะกลับไปนอนหรือไปเที่ยวต่อล่ะ”

            “หนูยังไม่ง่วงสักหน่อย” ลานน้ำค้างตอบ

            ที่จริง อยู่ในสภาวะนี้สักครั้งก็ดี มันเหมือนความฝัน ที่มีความรู้สึกตัวชัดเจน...ถ้าไม่สนใจหาคำตอบให้กับความสงสัยต่าง ๆ ในใจ

            เพราะแค่...วางตัวเป็น ‘ผู้ดู’ เฉย ๆ ก็จะเห็นแค่ ‘ความสงสัย’ เป็นอะไรบางอย่างที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไปเท่านั้น

            อาแปะพาลานน้ำค้างกลับมาที่โรงพยาบาล เดินทอดน่องเล่นเรื่อยเปื่อยบนระเบียงทางเดิน เวลาดึกขนาดนี้ ไม่มีคนป่วยหรือญาติมาเกะกะวุ่นวาย บริเวณรอบ ๆ จึงว่างโล่ง และเงียบ

            เดินมาใกล้ห้องแพทย์เวร มองเห็นหมอน่านกับหมอน้ำทิพย์กำลังยืนคุยกันบริเวณนอกระเบียง รับอากาศยามดึก สีหน้าหมอน่านมีความกังวล ไม่สบายใจ ส่วนคุณหมอสาวดูสงบ แผ่ความเย็นใจให้แก่คนอยู่ใกล้

            “อาจารย์หมอท่านเรียกคุณน้าเข้าไปคุยอย่างนี้ ทิพย์ว่าจะมีปัญหาอะไรมากมั้ย”

            “ก็คงไม่มากไปกว่าที่พวกเรารู้หรอก” หมอน้ำทิพย์บอก

            “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” หมอน่านถอนใจ “แค่รักษาอาการติดเชื้อแบบนี้ ก็ต้องนอนโรงพยาบาลตั้งครึ่งค่อนเดือนแล้ว ยิ่งถ้ามีอาการแทรกซ้อนอีกก็น่าเป็นห่วง คุณน้าเขาคงต้องเตรียมใจเหนื่อย แล้วก็ต้องมีกำลังใจดีมาก ๆ เลยทีเดียว”

            “มันจำเป็นน่ะน่าน” หมอน้ำทิพย์ย้ำ “อย่าเพิ่งคิดอะไรล่วงหน้าด้านลบนักเลย”

            “มันอดคิดไม่ได้นะ...เจ้าลานมันเหมือนน้องผม คุณน้ากับแม่ก็สนิทกันมาก ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ผมกับเจ้าลานเห็นกันมาตั้งแต่เล็ก เรียกว่าโตมาด้วยกันยังได้ มันป่วยขนาดนี้ขึ้นมา ยังไงก็ต้องเป็นห่วง กังวลมากเป็นธรรมดา”

            “ลองคิดว่าน้องลานเป็นคนไข้ทั่วไปสิ” คุณหมอสาวแนะนำ “บางทีน่านอาจวางใจเป็นกลางได้มากกว่านี้”

            “มันทำยากนะ” น่านบอก

            “มันยากเพราะยังไม่ได้ลองทำดูต่างหาก...บางทีถ้าน่านสังเกตใจตัวเองดูดี ๆ นะ จะเห็นว่ายิ่งเราผูกพัน ใกล้ชิดกับใครมาก เราก็จะอดหลงคิดว่าเขาเป็นคน ‘ของเรา’ ไม่ได้ พอเป็น ‘ของเรา’ แล้วใจมันก็หวงแหน กังวลมาก รักมาก...แล้วก็เพราะรักมากนี่แหละ ถึงทุกข์มากแบบนี้”

            หมอน้ำทิพย์อธิบายมาถึงตรงนี้ก็หยุด เห็นผู้ฟังไม่สามารถซึมซับ เข้าใจคำพูดเหล่านั้นได้เลย...หนำซ้ำพอพูดถึงเรื่อง รักมาก’ แววตาของหมอน่านก็ฉายแววตัดพ้อออกมาจนคนเจตนาดีต้องนิ่ง

             รู้...ว่าตัดพ้อเรื่องอะไร...แต่จะให้ทำเช่นไร...ในเมื่อใจไม่ตรงกัน

            ลานน้ำค้างสังเกตเห็นแววตาที่หมอน่านมองคุณหมอน้ำทิพย์ ซ่อนความนัยใต้รอยตัดพ้อใจ...ความนัยเช่นนี้ คนที่อยู่ใกล้ย่อมเข้าใจ มันหมายถึงอะไร...

            พอมองกลับมาทางหมอน้ำทิพย์ ก็ต้องอ่อนใจ ชวนท้อถอย สายตานั้นดูสงบราบเรียบ นิ่งเย็น เฉกเช่นคนที่.. เข้าใจ แต่ไม่อาจ...มีใจให้

            ลานน้ำค้างถอยหลังออกมาด้วยรู้สึกว่าไม่ควรแอบฟัง ร่วมรับรู้ปัญหาระหว่างคนทั้งสอง อาแปะยิ้มน้อย ๆ ไม่แสดงท่าแปลกใจ หนำซ้ำยังตามมาตอกย้ำให้หล่อนเข้าใจจนเกินความจำเป็น

            “หมอน่านแกหลงรักหมอน้ำทิพย์” กระแสเสียงเจือความเมตตา สงสาร

            “หนูรู้แล้วค่ะ ไม่ต้องย้ำก็ได้” ลานน้ำค้างถอนใจ

            “รู้แล้วก็ดูไว้ซะ...รักมากทุกข์มาก รักน้อยทุกข์น้อย” อาแปะสอน

            “ที่เป็นทุกข์ ก็เพราะพี่ทิพย์เขาไม่รักตอบเท่านั้นแหละ” หญิงสาวเถียงแบบเด็กดื้อ

            “แล้วเคยเห็นคู่รัก คนเป็นแฟนกันเขาทะเลาะกันมั้ย เคยเห็นคู่รักที่ไหนไม่เป็นทุกข์มั้ย”

            “นั่นมันเรื่องธรรมดานี่คะ” เจ้าหล่อนยังเถียงต่อ

            “ใช่...เรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ชอบมองข้ามจนลืมคำสอนที่ว่า...การประสบกับสิ่งไม่รัก ไม่ชอบ เป็นทุกข์... การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่ชอบ เป็นทุกข์...ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์!”

            ลานน้ำค้างอึ้ง เงยหน้ามองอาแปะแทนการตั้งคำถาม...จงใจบอกเรื่องนี้ เพื่ออะไร?

            อาแปะยังยิ้มตาหยี แก้มอูมอย่างไม่ใส่ใจเช่นเคย

            “หมอน้ำทิพย์น่ะ เธอเข้าใจความจริงข้อนี้...จุดมุ่งหมายของเธอไม่ได้อยู่ที่การครองรัก ครองเรือน”

            “แล้วพี่ทิพย์มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ไหน” ลานน้ำค้างอดถามไม่ได้

            อาแปะหัวเราะจงใจไม่ตอบ

            “คนบางคน เขาเลือกเส้นทางมาเกิดไม่เหมือนใคร สร้างบารมีมากกว่าใคร เขาถึงได้มาเกิดในครอบครัวที่พร้อมจะส่งเสริมปณิธานเต็มที่...คุณพ่อของหมอน้ำทิพย์เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีพร้อมทั้งฐานะและคุณธรรม ท่านสนใจเรียนภาวนาตั้งแต่หนุ่ม จนแต่งงานมีครอบครัวก็พาครอบครัวลูกเมียเรียนภาวนาตามด้วย”

            ลานน้ำค้างสงสัย ทำไมจู่ ๆ อาแปะถึงเล่าเรื่องครอบครัวหมอน้ำทิพย์ขึ้นมา

            “คุณหมอเป็นเด็กฉลาด เรียนเก่ง น่ารัก มีคุณพ่อเปี่ยมคุณธรรม คุณแม่ผู้เป็นคู่บุญกัน พอคุณพ่อหมอน้ำทิพย์เกษียณ หมดภาระทางโลก ท่านก็ไปบวชเพื่อบำเพ็ญภาวนาต่อ ส่วนคุณแม่ก็เป็นนักบุญ เป็นคุณหญิงตัวจริง ที่ทำงานเพื่อประโยชน์แก่สังคมโดยไม่ห่วงตัวเอง...”

            ถึงตอนนี้ หญิงสาวอดถามไม่ได้

            “แปะจะบอกหนูว่า...พี่ทิพย์เธออยู่สูงมาก จนพี่น่านไม่สามารถปีนไปได้ถึงใช่มั้ยคะ”

            “เปล่า” อาแปะตอบ “จะบอกว่าเป้าหมายของหมอน้ำทิพย์เวลานี้ ไม่ได้อยู่เพื่อความรัก หรือการครองเรือนต่างหาก...เธอมีเมตตาธรรมสูง มีครอบครัวเป็นคนคุณธรรม ได้ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศ เป้าหมายของเธออยู่ไกล...หมอน่านควรทำใจยอมรับความจริงเสีย การรักษาความหวังไว้แบบนี้ มันจะเป็นเชื้อให้ความทุกข์มันก่อกวนใจได้เรื่อย ๆ นั่นแหละ”

            ลานน้ำค้างหดหู่ใจแกมสงสารคนที่เหมือนพี่ชาย สุดท้ายนึกสงสัยเจตนาอาแปะ

            “ที่แปะบอกหนูมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้ไปเตือนพี่น่านเหรอ”

            “เปล่า...” อาแปะตอบง่าย “ถึงเตือนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เล่าให้ฟังเฉย ๆ”

            ลานน้ำค้างขมวดคิ้ว ไม่อยากเชื่อว่า อาแปะที่พูดไทยชัด ไม่มีสำเนียงจีนคนนี้จะแค่ ...เล่าให้ฟังเฉย ๆ

            ตอนนี้ถามเซ้าซี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องรอให้กาลเวลาพิสูจน์เจตนาของอาแปะดีกว่า...

            รอบกายเริ่มมีหมอกขาวโรยตัวช้า ๆ คลี่คลุมบดบังระหว่างหญิงสาวกับอาแปะเรื่อย ๆ

            ลานน้ำค้างพยายามก้าวเท้าเข้าหาชายชรา อยากพูดคุย อยากติดตามเดินเที่ยวต่อ แต่แข้งขา ร่างกายต่างแข็งนิ่ง ไม่ต่างจากต้นไม้ ก้อนหิน ไม่ใช่ร่างกายที่หล่อนสั่งให้มันขยับเขยื้อนได้อีก

            สุดท้าย หมอกขาวหนาก็คลุมลงมาบดบังทุกสิ่งจนสิ้น ไม่อาจแลเห็นอะไรได้อีก สติ ความรู้สึกตัวค่อยเลือนราง กระทั่งดับวูบในที่สุด



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved