คุยเรื่องล่าสัตว์
จุดหมายปลายธรรม Destination@Dharmma

งดงาม
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it



228 destination



เรื่องที่เป็นข่าวดังมากในบ้านเราในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
น่าจะไม่มีข่าวไหนที่ดังเกินข่าวของนักธุรกิจใหญ่ท่านหนึ่ง

ที่ถูกจับกุมในข้อหาเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวรนะครับ
โดยข่าวระบุว่าจากการค้นเต็นท์พบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง
เช่น ไก่ฟ้า เก้ง และซากเสือดำถูกถลกหนัง เป็นต้น


ในเรื่องของการล่าสัตว์นี้ ย่อมเป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตอยู่แล้ว
ซึ่งใน “สีลสูตร” สอนว่า คนทุศีลย่อมได้รับโทษ ๕ ประการ
ได้แก่ ๑. เสื่อมโภคทรัพย์อย่างมากอันมีความประมาทเป็นเหตุ
๒. กิติศัพท์ที่ชั่วของผู้ทุศีล ย่อมฟุ้งไป
๓. คนทุศีลจะเข้าสู่บริษัท (กลุ่มชน) ใดๆ ย่อมเก้อเขินและไม่องอาจ
๔. คนทุศีลย่อมเป็นผู้หลงกระทำกาละ (หลงในเวลาถึงแก่ความตาย)
๕. คนทุศีลเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=22&A=5901&Z=5927&pagebreak=0
ซึ่งตามข่าวนี้ก็คงจะเห็นได้นะครับว่า
กิติศัพท์ที่ไม่ดีนั้นได้ฟุ้งขจรไปทั่วจริง ๆ


นอกจากเมื่อตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกแล้ว
ใน “จูฬกัมมวิภังคสูตร” ได้สอนว่า
คนทุศีลข้อปาณาติบาต เป็นผู้มักฆ่าสัตว์
เมื่อตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
และหากมาเกิดเป็นมนุษย์ในภายหลัง จะเป็นผู้มีอายุสั้น หรือมีโรคมากอีกด้วย
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=7623&Z=7798&pagebreak=0


แม้ว่าจะเป็นสัตว์ป่าก็ตาม แต่เราไม่พึงประมาทนะครับ
ใน “จุลลนันทิยชาดก” ได้เล่าถึงสมัยหนึ่ง
ซึ่งพระโพธิสัตว์กำเนิดเป็น วานรชื่อ “นันทิยะ” และมีน้องชายชื่อว่า “จุลลนันทิยะ”
ทั้งสองพี่น้องมีวานร ๘๔,๐๐๐ เป็นบริวาร
และได้ปรนนิบัติมารดาซึ่งตาบอด อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ
วานรสองพี่น้องให้มารดาพักนอนที่พุ่มไม้
เข้าไปป่าหาผลไม้ที่มีรสอร่อยได้แล้วส่งไปให้มารดา
แต่ลิงที่นำไปนั้นมิได้เอาไปให้มารดา โดยแอบนำไปกินเอง
มารดาถูกความหิวครอบงำจนผอมซูบซีดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก


นันทิยะได้ถามมารดาว่า ลูกส่งผลไม้มีรสอร่อยมาให้แม่ ไฉนแม่จึงซูบผอมนักเล่า
มารดาตอบว่า ลูกเอ๋ย แม่ไม่เคยได้เลย
นันทิยะคิดว่า เมื่อเรายังปกครองฝูงวานรอยู่ แม่ของเราคงตายเป็นแน่
เราจึงจะละฝูงวานรไปปรนนิบัติแม่เท่านั้น
นันทิยะจึงเรียกจุลลนันทิยะมากล่าวว่า
นี่แน่ะน้อง น้องจงปกครองฝูงวานรเถิด พี่จักปรนนิบัติแม่เอง
จุลลนันทิยะกล่าวว่า พี่จ๋า น้องไม่ต้องการปกครองฝูงวานร น้องก็จะปรนนิบัติแม่
พี่น้องทั้งสองนั้นมีความเห็นเป็นอันเดียวกันฉะนี้แล้ว
จึงละฝูงวานรพามารดาออกจากหิมวันตประเทศ
อาศัยอยู่ที่ต้นไทรชายแดน ปรนนิบัติมารดา


ครั้งนั้น มีพราหมณ์มาณพชาวกรุงพาราณสีผู้หนึ่ง เรียนจบศิลปะทุกประการ
ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในเมืองตักกสิลา และต้องการอำลาอาจารย์
ฝ่ายอาจารย์รู้ว่า มาณพนั้นเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า
จึงสั่งสอนว่า เจ้าเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า
ถ้าเป็นอย่างนี้ ย่อมต้องพบความพินาศ ความทุกข์อย่างใหญ่หลวง
ท่านอย่าได้เป็นคนกักขฬะ หยาบช้า
อย่าได้ทำกรรมอันให้เดือดร้อนในภายหลังเลย


พราหมณ์มาณพนั้นลาอาจารย์แล้ว ไปสู่กรุงพาราณสี และได้มีครอบครัว
เมื่อไม่สามารถจะเลี้ยงชีพด้วยศิลปะอย่างอื่น
จึงคิดว่า เราจักยึดเอาคันธนูเป็นที่พึ่งเลี้ยงชีวิต คือจักหากินทางเป็นพราน
อยู่ที่บ้านชายแดน เข้าป่าล่าเนื้อนานาชนิด เลี้ยงชีพด้วยการขายเนื้อ
วันหนึ่ง เขาหาอะไรในป่าไม่ได้เลย และกำลังเดินกลับ พบต้นไทรอยู่ที่ริมเนิน
คิดว่าน่าจะมีอะไรอยู่ที่ต้นไทรนี้บ้าง จึงเดินตรงไปยังต้นไทร


ขณะนั้น วานรสองพี่น้องนั่งอยู่ระหว่างค่าคบ ให้มารดาเคี้ยวกินผลไม้อยู่ข้างหน้า
เห็นพราหมณ์มาณพนั้นเดินมา คิดว่าถึงจะเห็นมารดาเรา ก็คงจะไม่ทำอะไร
จึงแอบอยู่ระหว่างกิ่งไม้ ฝ่ายบุรุษโผงผางผู้นั้นมาถึงโคนต้นไม้แล้ว
เห็นมารดาวานรนั้นชราทุพพลภาพตาบอด คิดว่า เราจะกลับไปมือเปล่าทำไม
จักยิงนางวานรตัวนี้เอาไปด้วย จึงโก่งธนูหมายจะยิงนางวานรชราตัวนั้น


นันทิยะเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า จุลลนันทิยะ บุรุษนี้จะยิงมารดาของเรา
พี่จะสละชีวิตให้แทนมารดา เมื่อพี่ตายไปแล้ว น้องจงเลี้ยงดูมารดาเถิด
จึงออกจากระหว่างกิ่งไม้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าได้ยิงมารดาของเราเลย
มารดาของเราตาบอด ทุพพลภาพ เราจะสละชีวิตให้แทนมารดา
ขอท่านอย่าได้ฆ่ามารดาเลย จงฆ่าเราเถิด รับปฏิญญาของบุรุษนั้นแล้ว
จึงไปนั่งในที่ใกล้ลูกศร บุรุษนั้นปราศจากความกรุณา ยิงนันทิยะตกลง
แล้วขึ้นธนูอีกเพื่อจะยิงมารดาของนันทิยะด้วย. 


จุลลนันทิยะเห็นดังนั้นคิดว่า บุรุษนี้ใคร่จะยิงมารดาของเรา
มารดาของเรา แม้จะมีชีวิตอยู่วันเดียว ก็ยังได้ชื่อว่ารอดชีวิตแล้ว
เราจักสละชีวิตให้แทนมารดา จึงออกจากระหว่างกิ่งไม้กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านอย่ายิงมารดาของเราเลย เราจักสละชีวิตให้แทนมารดา
ท่านยิงเราแล้วเอาเราสองพี่น้องไป จงไว้ชีวิตแก่มารดาของเราเถิด
รับปฏิญญาของบุรุษนั้นแล้ว นั่งในที่ใกล้ลูกศร
บุรุษนั้นจึงยิงจุลลนันทิยะนั้นตกลง แล้วคิดว่าเราจักเอาไปเผื่อเด็ก ๆ ที่บ้าน
จึงยิงมารดาของวานรทั้งสองด้วยตกลง หาบไปทั้ง ๓ ตัว มุ่งหน้ากลับไปบ้าน


ครั้งนั้นสายฟ้าได้ตกลงที่บ้านของบุรุษชั่วนั้น
ไหม้ภรรยาและลูกสองคนพร้อมกับบ้าน เหลือแต่เพียงเสากับขื่อ
ขณะนั้น บุรุษผู้หนึ่งพบบุรุษชั่วนั้นที่ประตูบ้านนั่นเอง จึงเล่าความเป็นไปให้ฟัง
บุรุษชั่วผู้นั้นถูกความเศร้าโศกถึงบุตรและภรรยาครอบงำ
ทิ้งหาบเนื้อและธนูกับแล่งไว้ตรงนั้นเอง
ปล่อยผ้า เปลือยกายประคองแขนร่ำไห้เข้าไปที่เรือน
ขณะนั้น ขื่อหักตกลงมาถูกศีรษะแตก
แผ่นดินแยกออกเป็นช่อง เปลวไฟแลบขึ้นมาจากอเวจีมหานรก
ขณะที่บุรุษชั่วผู้นั้นกำลังถูกแผ่นดินสูบ จึงระลึกถึงโอวาทของอาจารย์ได้
คิดว่าท่านปาราสริยพราหมณ์เห็นเหตุนี้ จึงได้ให้โอวาทแก่เรา
จึงได้กล่าวคาถาสองคาถารำพันว่าดังนี้
“ปาราสริยพราหมณ์ได้กล่าวคำไว้ว่า
ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่ว อันจะทำตัวท่านให้เดือดร้อนในภายหลังนะ
คำนี้เป็นถ้อยคำของท่านอาจารย์


บุรุษทำกรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน
ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น”
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=293


หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชุมชาดกว่า
บุรุษพรานในครั้งนั้น ได้เป็น “พระเทวทัต” ในครั้งนี้
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้เป็น “พระสารีบุตร
จุลลนันทิยวานรได้เป็น “พระอานนท์
มารดาวานรได้เป็น “พระมหาปชาบดีโคตมี
ส่วนมหานันทิยวานร ได้เป็น พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นเอง


จะเห็นได้ว่าแม้ว่าจะเป็นสัตว์ป่าก็ตาม แต่ก็อาจคุณธรรมสูง
โดยเลี้ยงดูมารดา หรือยอมสละชีวิตตนเองเพื่อมารดาก็ได้
(หรือแม้กระทั่งอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติเพื่อบำเพ็ญบารมีก็ได้)
ดังนั้นแล้วไม่ใช่เรื่องที่ควรจะประมาทไปล่าสัตว์นะครับ
เพราะนอกจากจะผิดศีลแล้ว หากพลาดไปล่าสัตว์ที่มีคุณธรรมสูงแล้ว
จะยิ่งเป็นกรรมหนัก ซึ่งเราก็ย่อมจะไม่สามารถไปทราบได้หรอกครับว่า
สัตว์ป่าตัวไหนจะมีคุณธรรมสูงหรือไม่เพียงไร



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved