เถ้าน้ำค้าง ๔๐
วรรณกรรมนำใจ Lite Literature


Tao Nam Kang - front re


ชลนิล




(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



บทที่ ๒๖



            “เอาอย่างนั้นก็ได้” เลียบเมืองยอมรับ

            “งั้นเราต้องติดต่อจ้างนักสืบอย่างเร็วที่สุด” พี่มุกบอก

            “เอ่อ...แล้วเราจะเอารายละเอียดของคุณปัณรสีให้เขาได้ยังไงคะ” ลานน้ำค้างตั้งข้อสังเกต

            “ไม่ยากหรอก รูปปัณรสีในงานศพก็มี เบอร์โทรศัพท์ของเขา โรงแรมที่พัก กระทั่งชื่อของทนายของเขา ผมก็มีครบ” เลียบเมืองอธิบายละเอียด

            “โอ้โห อย่างนี้ก็เยี่ยมเลย” ลานน้ำค้างคิดไม่ผิดที่บอกเรื่องนี้กับเลียบเมือง

            จากนั้นทั้งสามก็นั่งคุย ปรึกษาเรื่องการตามหาแม่ของปัณรสี ยายของปันปัน และพูดถึงทางเลือกอื่นจะสามารถรับมือกับทนายอีกฝ่าย ในแง่ของกฎหมาย

            เวลาล่วงเข้าตอนบ่าย มุกดาต้องรีบกลับไปสะสางงาน และติดต่อนักสืบให้เลียบเมือง ส่วนชายหนุ่มบอกว่าจะไปรับปันปันที่โรงเรียน

            “วันนี้วันเกิดเขา เลยขอให้ผมไปรับที่โรงเรียน ที่จริงเขาสั่งให้ผมติดต่อคุณหลายวันแล้ว แต่โทรไม่ติดสักที ดูท่าจะงอนน่าดู...วันนี้ผมตั้งใจโทรหาคุณอีกครั้งนะ พอดีคุณโทรมาหาพี่มุกเสียก่อน ผมก็เลยตามมาคุยกับคุณด้วยเลย”

            ลานน้ำค้างฟังเขาพูดจนเพลิน นาน ๆ เลียบเมืองจะพูดประโยคยาว ๆ อย่างนี้กับหล่อนสักที ฟังแล้วเหมือนคุ้นเคยกันมาเป็นปี

            “แล้วยังไงคะ” หญิงสาวถามยิ้ม ๆ

            “ไปกินเลี้ยงวันเกิดปันปันกันมั้ย...ไม่มีใครหรอก นอกจากคุณ ผม แล้วก็ปันปัน” เขาพูดอย่างนี้ชวนให้หัวใจพองโตขึ้นมาทันที

            “อ้าว...ไม่ได้จัดงานเลี้ยงที่บ้านคุณ แล้วชวนเพื่อนปันปันมากันหรือคะ” ลานน้ำค้างพูดอย่างเห็นเด็กลูกเศรษฐีเขาทำกัน

            “ปีนี้คงงด ผมไม่อยากจัดงานที่บ้าน...เพราะเพิ่งเสร็จงานศพของแม่” เลียบเมืองบอก

            “ขอโทษด้วยค่ะ” หญิงสาวเพิ่งนึกได้ จึงรีบพูดด้วยความรู้สึกผิด

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ” ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ถือสา “แล้วคุณจะไปกินเลี้ยงวันเกิดปันปันด้วยกันมั้ย”

            “ไปกินที่ไหนกันหรือคะ” ลานน้ำค้างคำนวณเวลา...ถ้าตามไปกินเลี้ยงวันเกิดปันปันด้วยคงกลับบ้านค่ำแน่ มีหวังโดนแม่ดุ...คราวที่ไปเอากล่องของคุณสันตินั้น ได้บูรพาช่วยพูดให้ แต่ถ้าวันนี้กลับบ้านค่ำอีก แม่ต้องรู้ว่าหล่อนแอบออกมานอกบ้านตอนกลางวันด้วย
    
            “ยังไม่กำหนดเลยครับ ที่ไหนก็ได้ ให้ปันปันเขาเลือกเอง” เลียบเมืองพูดถึงน้องสาวอย่างเอ็นดู

            “งั้นไปที่บ้านดิฉัน...เอ๊ย...บ้านของลานก็ได้นะคะ” ลานน้ำค้างยังไม่คุ้นกับการใช้สรรพนามกันเองกับเขา

            “เข้าท่า...ผมว่าเจ้าปันปันคงดีใจจนร้องกรี๊ด ๆ แน่ ๆ” เขาพูดแล้วฉุกคิดได้ “แล้วจะรบกวนคุณเกินไปหรือเปล่า”

            ฟังน้ำเสียงเกรงใจของเขาแล้ว ลานน้ำค้างก็ยิ้มล้อเลียน

            “ก็ไหนคุณว่า...ให้ปันปันตัดสินใจ เลือกเองไงคะ”

            ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ จิตใจปลอดโปร่ง สบาย อย่างไม่เกิดมานานแล้วตั้งแต่งานศพ ปัญหาของปัณรสี จนถึงการเลิกกับเกรซ...

            ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะพาความสดใส ให้เขาลืมเรื่องคาใจได้ด้วยการพูดคุยกันไม่นาน...อย่างนี้กระมัง เจ้าปันปันถึงรักพี่ลานเหลือเกิน



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            คุณดาริกาลงจากรถเมล์ปรับอากาศ เดินเข้าซอยมองหามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ช่วงเวลาเลิกงานเย็นเช่นนี้ มักมีผู้โดยสารเข้าซอยมาก มอเตอร์ไซค์ขาดช่วง ต้องนั่งรอ ซึ่งธรรมดาคุณดาริกาเห็นเป็นเรื่องปกติ ไม่เร่งร้อนอะไร

            มาตอนนี้เป็นห่วงลูกสาวที่บ้าน จึงกระสับกระส่าย รำคาญใจที่ต้องเสียเวลารอ บางครั้งเคยนึกอยากซื้อรถยนต์ไว้ใช้สักคัน เพื่อความสะดวกสบาย ติดที่ขับรถไม่คล่อง อีกทั้งยังต้องเตรียมเงินสำรองไว้รักษาลานน้ำค้าง จึงตัดใจซื้อไม่ได้สักที

            รอรถมอเตอร์ไซค์ประมาณห้านาที ก็มีรถยนต์เก่ากลางใหม่มาจอดเทียบข้าง ๆ นึกสงสัยว่าใคร ไม่คุ้นกับรูปร่าง สีรถ จนกระทั่งเจ้าของรถโผล่หน้าออกมาทักทาย

            “แม่ครับ...ขึ้นรถเลย เดี๋ยวผมไปส่งที่บ้าน”

            คุณดาริกาค่อยยิ้มออก...เจ้าของรถคือบูรพา

            พอเข้ามานั่งในรถ สัมผัสแอร์เย็น เบาะนุ่มนั่งสบาย บูรพาขับรถเรียบนิ่ม ไม่ชวนเวียนหัวเหมือนคนหนุ่มทั่วไป

            “รถนี่นั่งสบายจัง บูไปเอารถของใครเขามาขับล่ะ”

            “รถผมเองครับ” บูรพาตอบแบบภูมิใจ

            “ตายแล้ว ซื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่ไม่ยักรู้” คุณดาริกาแปลกใจ

            “เพิ่งซื้อวันนี้เองครับ...ป๋าคงเดชใจป้ำ เป็นสปอนเซอร์จ่ายให้” ชายหนุ่มพูดถึงบิดาตนเองเชิงหยอกล้อเหมือนเพื่อนสนิท

            “นึกยังไงถึงเพิ่งมาซื้อตอนนี้ล่ะ” ชวนคุยแกมสงสัย

            “สงสัยเพิ่งจะเห็นผมน่ารักขึ้นมาล่ะมั้งครับ” บูรพาตอบยิ้ม ๆ

            คุณดาริกาหัวเราะ มองเสี้ยวใบหน้าชายหนุ่มอย่างเอ็นดู...ถ้าจะบอกว่าน่ารัก บูรพาก็เป็นเด็กน่ารักสำหรับเธอมานานแล้ว ทั้งมีความคิดอ่าน รับผิดชอบตัวเองได้ หากพ่อแม่คนไหนได้ลูกชายแบบนี้ไป ก็นับว่าทำบุญมาดี
  
            “แพงมั้ยล่ะ แม่ว่าจะซื้อสักคัน” คุณดาริกาพูดทีเล่นทีจริง

            “โอ๊ย แม่ไม่ต้องซื้อหรอก” ชายหนุ่มโวยวาย “ผมอาสาเป็นพลขับ บริการให้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย”

            “ตายแล้ว ตอนมีมอเตอร์ไซค์ ก็ให้บูขับมาส่งหน้าปากซอย นี่พอมีรถยนต์ก็จะมาบริการอีก แม่เกรงใจแย่”

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” บูรพาเบือนหน้ามายิ้ม แววตาจริงใจ “ผมตั้งใจซื้อรถคันนี้มาบริการแม่กับลานอยู่แล้ว ถ้ามีเหตุจำเป็นฉุกเฉิน...ต่อให้ดึกดื่นแค่ไหน ก็โทรตามผมได้ ไม่ต้องห่วง”

            คุณดาริกาสบตาชายหนุ่มรุ่นลูก มีความหมายลึกซึ้ง เปิดเผยอยู่ในดวงตาคู่นั้น เป็นความหมายที่ผู้สูงวัยกว่าเห็นแล้วนึกตื้นตันขึ้นมาในอก...พยักหน้ายอมรับด้วยความเต็มใจ

            “จ้ะ...งั้นแม่ก็จะไม่เกรงใจบูล่ะนะ”

            ความเข้าใจระหว่างคนสองคน...ต่างวัย...ต่างเพศบังเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีวาจามากมาย ต่างคนต่างรู้ซึ้งแก่ใจตน เพราะต่างมีความรักให้กับคน ๆ หนึ่งเหมือนกัน

            “ครับ...ผมเต็มใจอยู่แล้ว”

            คำพูดหนักแน่น กับความหมายที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นเข้าใจดีที่สุด...เขาเต็มใจทำทุกสิ่งเพื่อเธอ...แม้ว่าทั้งชีวิต อาจจะไม่มีวันได้รับความรักตอบแทนเลยก็ตาม...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ปันปันเล่นซน ขย่มเบาะหลังรถหย็องแหยงด้วยอารมณ์ร่าเริง มีความสุข ในมือมีตุ๊กตากระต่ายขนฟูหูยาวที่ถือเล่นไม่ยอมห่างตัว มันไม่ใช่ตุ๊กตามีราคา คุณภาพสูง วัสดุเลิศเลอมาจากไหน ปันปันรักมันมาก เพราะนี่คือของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่พี่ลานซื้อให้

            วันนี้ปันปันมีความสุขกว่าทุกวัน นอกจากอ้อนให้พี่ชายมารับได้แล้ว ยังได้เจอพี่ลานมารับด้วยกันอีก จากนั้นก็พากันเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า พี่ลานตั้งใจซื้อพวกของสด กับข้าว ขนมมาจัดงานวันเกิดให้ที่บ้าน ส่วนปันปันก็อยากเที่ยวดูตามร้านของเล่น เผื่อมีชิ้นไหนถูกใจจะได้อ้อนให้พี่ปอนซื้อ

            ทั้งสามคนเดินเที่ยวซื้อของอย่างเพลิดเพลิน ปันปันเหมือนนกตัวเล็ก ๆ พูดจ้อจิ๊บจิ๊บไม่หยุด ลากมือผู้ใหญ่เดินเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้จนอ่อนใจตามกัน กว่าจะได้ของเล่นถูกใจ กว่าซื้อของสด ของขบเคี้ยว เค้กวันเกิดเรียบร้อย ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง

            ระหว่างทางไปบ้านลานน้ำค้าง เจ้าปันปันยังมีเรี่ยวแรงเหลือ อุ้มกระต่ายหูยาวเล่นคนเดียว ปากก็ชวนพี่ลาน พี่ปอนคุยไปตลอดทาง

            ลานน้ำค้างนึกภาวนาขอให้กลับถึงบ้านก่อนแม่ จะได้มีเวลาจัดเตรียมขนม ของกิน ต่อให้แม่จะรู้ทีหลังว่าหล่อนออกไปข้างนอกมา ก็คงไม่ถึงกับดุอะไรมากมาย

            เลียบเมืองจอดรถหน้าบ้านลานน้ำค้าง มองเข้าไปภายในบ้านเห็นความร่มรื่น เขียวชอุ่มชัดเจนกว่าตอนกลางคืนที่มาคราวก่อน

            ถึงจะเป็นบ้านเก่า แต่มีโครงสร้างแข็งแรง แบบไม่ล้าสมัย มีบริเวณปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็น ดูเป็นบ้านที่สงบ อบอุ่น ชวนพักพิง

            หญิงสาวเห็นประตูรั้วล็อคกุญแจ ค่อยโล่งอก...แม่ยังไม่กลับจากโรงเรียน...จึงรีบลงจากรถ เปิดประตู ขนกับข้าว ขนมที่ซื้อมาเข้าบ้าน เตรียมจัดเลี้ยงวันเกิดปันปัน โดยไม่ทันสังเกตว่ามีรถยนต์อีกคันกำลังขับช้า ๆ เข้ามาจอดไม่ห่างจากรถเลียบเมืองสักเท่าใด



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            บูรพาเห็นรถยุโรปคันใหญ่ สีดำมันปลาบจอดอยู่หน้าบ้านลานน้ำค้าง นึกสงสัยว่าเป็นของใคร พอเห็นหญิงสาวเจ้าของบ้านลงจากรถ มีชายหนุ่มร่างสูงเพรียวช่วยขนของตามมาด้วย สุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อีกคน เขาก็ได้คำตอบ รู้สึกเรี่ยวแรงเหือดหายไปเฉย ๆ ต้องจอดรถห่างจากรถราคาแพงคันนั้นพอสมควร ด้วยไม่อยากเอารถเก่า ๆ ของตนเข้าไปจอดเปรียบเทียบให้หมอง

            “เจ้าลานพาใครมาน่ะ” คุณดาริกามองผู้ชายที่ลงจากรถไม่ชัดนัก จนเห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยอีกคนก็เดาได้ “เอ...นั่นคุณเลียบเมืองกับปันปันนี่ ไปยังไงมายังไง ถึงมาด้วยกันได้”

            บูรพาได้ยินคำเปรยของแม่ไม่ต่างจากสายลมผ่านหู ฟังไม่รู้เรื่อง นัยน์ตาจ้องเขม็งยังสามคนที่เดินเข้าบ้านอย่างร่าเริง มีความสุข หัวใจปวดร้าวเหมือนโดนบีบ...หายใจไม่ออกเจียนขาดใจ

            “เข้าไปในบ้านด้วยกันมั้ยบู” แม่หันมาชวนอย่างมีน้ำใจ

            “ไม่ครับ” ชายหนุ่มตอบโดยอัตโนมัติ เสียงแข็งด้วยโทสะจนเจ้าตัวรู้สึกได้

            คุณดาริกามองหน้าชายหนุ่มรุ่นลูก แววตามีความเข้าใจ...บูรพาเพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลุดวาจากระด้างออกไป

            “ขอโทษครับแม่” เขาเอ่ยปากขออภัย อยากหายตัวไปจากบริเวณนั้นทันที

            “เข้ามาด้วยกันเถอะบู...ดูท่าจะพากันมากินข้าวที่บ้านล่ะมั้ง เจ้าลานนี่ มีอะไรไม่บอกแม่เลย น่าตีจริง ๆ”

             ถึงจะรู้ว่าคุณดาริกาพูดจาดุไปอย่างนั้นเอง บูรพาก็อดไม่ได้ที่จะช่วยพูดแก้ตัวแทนหญิงสาว

            “พวกเขาคงไม่ได้วางแผนกันหรอกครับ เห็นหิ้วกล่องเค้กมาด้วย อาจเตรียมมาจัดวันเกิดให้เจ้าตัวเล็กแบบฉุกละหุกก็ได้”

            “งั้นก็มากินด้วยกันสิบู อยู่กันหลายคนสนุกดีออก” คุณดาริกาชวนซ้ำจากเจตนาจริง ไม่ใช่ตามมารยาท ลึกลงไปในใจนั้น หวังอยากเปิดโอกาสให้เขา

            บูรพากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธซ้ำ...ใครจะทนเห็นผู้หญิงที่ตัวเองรักอยู่กับผู้ชายอีกคน ที่มีความเหนือกว่าเขาทุกด้านได้...แต่...

            “ได้...ครับ” ชายหนุ่มตอบรับแบบฝืดฝืน

            ...ก็ใครเล่าเคยพูดเอาไว้...



            “เธอจะไม่มีวันรักเราก็ได้ จะเกลียดเราชนิดไม่ยอมมองหน้าเลยก็ยอม...แต่ขอร้อง ขอให้เราได้มีโอกาสช่วยเหลือเธอ”



            เขาขอลานน้ำค้างเพียงเท่านี้ไม่ใช่หรือ...ขอแค่ได้ช่วยเหลือ...เท่านั้น

            รู้ทั้งรู้ว่าลานน้ำค้างได้พบผู้ชายในฝัน และดูท่าเขาก็ไม่รังเกียจเธอ...ที่ว่างในหัวใจหญิงสาวย่อมไม่มีเหลือให้ใครอีก เขาไม่มีสิทธิจะมาเรียกร้อง ขออะไรจากเธออีกแล้ว

            มือกำพวงมาลัยแน่น...หัวใจมันเจ็บ...ยิ่งตั้งใจฝืนเผชิญหน้ากับพวกเขา หัวใจมันก็ยิ่งเจ็บ เป็นทุกข์ ทรมาน หนักหนากว่าเคย

            “ช่างมัน” บูรพาบอกต่อตนเอง

            เจ็บได้เจ็บไป...เขาจะคอยดูสิว่า...ความเจ็บปวดหัวใจเช่นนี้ มันจะทำให้ถึงตายได้หรือไม่?



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            งานเลี้ยงวันเกิดปันปัน ถึงจะดูเล็ก มีคนมาร่วมอวยพรไม่กี่คน แต่ยังสนุกสนาน อบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหยอกล้อ หัวเราะตลอดงาน

            ลานน้ำค้างกลัวแม่จะดุ ที่หล่อนพาเลียบเมืองกับปันปันมาจัดงานวันเกิดในบ้าน โดยไม่ขออนุญาตล่วงหน้า แต่ผิดคาด แม่ต้อนรับสองพี่น้องอย่างคนคุ้นเคย เป็นกันเอง ไม่มีร่องรอยโมโห แววตาวับ ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ไว้คอยเช็คบิลลูกสาวทีหลัง

            ที่น่าแปลกกว่าคือบูรพา ที่มาพร้อมกับแม่ ได้ร่วมงานวันเกิดปันปันโดยไม่รู้ล่วงหน้า

            บูรพายังเป็นบูรพาเหมือนทุกวัน อารมณ์ดี ร่าเริง หยอกล้อ พูดคุยให้คนใกล้มีความสุข เรียกเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย ทำตัวกลมกลืน พูดจาเข้าคู่กับเลียบเมืองอย่างรวดเร็ว เป็นคู่กัด หยอกล้อกับปันปันอย่างสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศงานวันเกิดดูสดใส รื่นเริง อบอวลด้วยความสุขเต็มที่

            จนค่ำ...สองพี่น้องที่ดูเหมือนสองพ่อลูกขอตัวลากลับ ปันปันเพลียจนต้องให้พี่ชายอุ้มขึ้นรถ แล้วหันมายกมือไหว้แบบง่วง ๆ ลาฝ่ายเจ้าของบ้าน

            ลานน้ำค้างเก็บกวาด ทำความสะอาดห้องรับแขกที่ใช้จัดวันเกิด บูรพานำจานชามไปล้างที่หลังบ้าน เห็นคุณดาริกากำลังล้างแก้วอยู่ก่อน จึงรีบเข้าไปช่วย

            “เดี๋ยวผมล้างเองครับแม่” เขาวางจานชาม แล้วรับแก้วที่ล้างเสร็จไปวางผึ่งในตะกร้า

            “ไม่ต้องหรอก ใกล้เสร็จแล้วล่ะบู...เจ้าลานล่ะ”

            “กำลังเก็บขยะ ทำความสะอาดห้องรับแขกอยู่ครับ” บูรพาพูดไป มือก็ช่วยแม่ล้างแก้วด้วย

            “งั้นหรือ...” คุณดาริกาพูดแล้วหยุดไปนิดนึง “แม่ขอบใจมากนะ”

            ชายหนุ่มหัวเราะ

            “เรื่องเล็กน้อยครับ...แค่มาช่วยล้างจานล้างแก้วแค่นี้”

            “แม่ขอบใจบู...ที่มีน้ำใจลูกผู้ชาย” คำพูดชี้ตรง

            บูรพาชะงัก น้ำเสียงคุณดาริกามีความยกย่องอย่างไม่ปิดบัง...มีหรือคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เห็นผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก จะไม่รู้ว่าบูรพาต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน จึงสามารถทำให้ทุกคนมีความสุขเต็มที่กับงานวันนี้ได้...รอยยิ้ม เสียงหัวเราะวันนี้ มาจากความสามารถของเขา

            แววตาบูรพามีความปวดร้าว หดหู่

            “ผมแค่แสดงละครเก่งน่ะครับแม่” เขาพูดด้วยใจขมขื่น

            คุณดาริกาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา...ในรอยยิ้มนั้นมีความเข้าใจลึกซึ้งอย่างไม่เคยแสดงออกมาก่อน

            “ถามใจตัวเองก่อนดีกว่า...ว่าที่ทำไปนั่นเป็นการแสดง หรือบูอยากให้ทุกคนมีความสุขจริง ๆ ...หัวใจของคน ที่เขาอยากจะ ‘ให้’ คนอื่นมีความสุขน่ะ มันแตกต่างจากหัวใจของคนที่พยายาม ‘เสแสร้ง’ สร้างภาพเป็นคนดี นะบู”

            บูรพานิ่งอั้นชั่วขณะ มองหัวใจตนเองกระจ่าง คำพูดไม่กี่คำของแม่ เหมือนหัวใจถูกนำออกมาคลี่กาง เปิดเผยโดยไม่มีความลี้ลับซุกซ่อน

            บูรพาไม่ใช่คนเสแสร้ง เขาพยายามอดทนเพื่อเผชิญหน้ากับลานน้ำค้างและเลียบเมืองในตอนแรกก็จริง แต่หลังจากที่ได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นสุขของลานน้ำค้าง ยามอยู่ใกล้เลียบเมืองแล้ว หัวใจเขาก็อบอุ่นเป็นสุขตาม...นึกอยากให้รอยยิ้ม ความสุขเช่นนี้อยู่บนใบหน้าเธอนาน ๆ เขาจึงไม่ได้ใช้ความพยายามแต่อย่างใด เพื่อทำบรรยากาศในงานครึกครื้น รื่นเริง ทุกสิ่งมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ

             ...ขอให้ได้เห็นเธอมีความสุข มีรอยยิ้มเช่นนี้...จะให้เขาเป็นหมู เป็นหมา หรือเป็นอะไรก็ยินยอม...

            “ผมอยากกอดแม่จังเลย” บูรพาวางมือจากแก้วน้ำ พูดกับคุณดาริกาเสียงเบา

            คุณดาริกาเข้าไปกอดชายหนุ่มแทนการเอ่ยปากตอบ...บูรพาซึมซับความอบอุ่นนี้ ไม่ต่างจากมารดาเมื่อครั้งยังมีชีวิต คำพูดบางคำหลุดออกมา ราวกับเอ่ยต่อแม่ผู้อยู่แสนไกล

            “เมื่อกี้...ผมมีความสุขจริง ๆ ครับแม่...พวกเขามีความสุข ผมก็มีความสุขเหมือนกัน...แต่ตอนนี้...” เสียงพูดสะดุด ขาดช่วง “...ตอนนี้หัวใจผมเจ็บจังเลย...มันเจ็บปวดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว...”

            “นี่แหละบู...หัวใจของคนเรา...” วาจาของแม่ราวกับสายลมพัดพาปลอบประโลมจิตใจ “หัวใจคนเรามันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ง่ายดาย...สุขก็ไม่นาน ทุกข์ก็ไม่นานเหมือนกันลูก”

            ท้ายคำนั้น เสมือนเป็นการยอมรับ ให้เขามาเป็นลูกชายอีกคนของเธอแล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            มิวสิควิดีโอเพลง ‘กว่าจะรู้ว่ารัก’ เวอร์ชั่นสองถูกนำออกอากาศ ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด ความนิยมพุ่งแรงกว่าเดิม ก่อให้เกิดกระแสอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

            กระแสแรก เป็นกระแสความนิยมในตัวเพลง รูปลักษณ์นักร้อง ซึ่งสมบูรณ์แบบทั้งความไพเราะของเนื้อเสียง และโดดเด่นในรูปร่างหน้าตา โดมกลายเป็นที่รู้จัก นิยมในหมู่วัยรุ่น คนฟังเพลงเพียงชั่วเวลาไม่กี่วัน

            กระแสที่สอง เป็นกระแสความคิดถึง “มาตา” นักร้องผู้กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ซึ่งธรรมดามีแฟนเพลงแฟนคลับคอยเอาใจช่วย ภาวนาขอให้ฟื้นอยู่แล้ว

            ยิ่งโดมเปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลงในรูปแบบของลูกชายที่คิดถึงแม่ ภาวนาขอให้แม่กลับมา ให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง จึงเกิดความชื่นชมตามมาไม่ขาดสาย ทั้งแฟนคลับมาตา และกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ชื่นชมในตัวโดม ต่างร่วมใจกันภาวนา ขอให้มาตาตื่นจากหลับใหล มาให้โอกาสลูกชายได้ตอบแทนบุญคุณอีกสักครั้ง

            ทางค่ายเพลงของมาตาเตรียมจัดคอนเสิร์ต “เพื่อนพ้องถึงมาตา” เป็นการหารายได้ส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งยังเป็นคอนเสิร์ตรวมใจเพื่อนพ้อง พี่น้องคนในวงการ และกลุ่มแฟนเพลงทั้งหลาย ให้ช่วยกันร่วมภาวนา ขอให้มาตาฟื้นคืนกลับเป็นปกติดังเดิม

            คอนเสิร์ตนี้ทางค่ายเพลงได้โปรโมทว่าจะให้โดมขึ้นเวทีร้องเพลง เป็นไฮไลท์ของงาน นับเป็นการจับมือกันครั้งใหญ่ระหว่างสองค่ายเพลงยักษ์ ที่จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

            ก่อนมีคอนเสิร์ตนั้น โดมก็มีมินิคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่เขาโทรศัพท์ชวนลานน้ำค้างไปดู

            “ถ้าบอกว่าเป็นมินิคอนฯ มันยังดูเวอร์ไป...ที่จริงมันแค่เล่นดนตรี ร้องเพลงของแม่เท่านั้นเอง” โดมอธิบาย “แฟนคลับของแม่เขานัดหมายรวมตัวกันมาร้องเพลงให้แม่ แล้วช่วยกันจุดเทียนอธิษฐาน ส่งแรงใจภาวนา ขอให้แม่ฟื้นเร็ว ๆ พวกเขาอยากให้ผมไปร่วมด้วย”

            “อย่างนี้พวกนักข่าว แฟนคลับก็เยอะน่ะสิ”

            “ไม่หรอกครับพวกเขานัดกันเฉพาะแฟนเพลงที่รู้จักกันจริง ๆ ไม่มีการบอกนักข่าว เห็นว่ารู้กันแค่ยี่สิบสามสิบคนเอง”

            “จัดที่ไหนจ๊ะ” ลานน้ำค้างสนใจ

            “ที่โรงพยาบาลนั่นแหละครับ”

            “อุ๊ย แล้วไม่หนวกหู รบกวนคนไข้อื่นเหรอ” ลานน้ำค้างเป็นห่วง

            “พ่อเขาเตรียมห้องประชุมโรงพยาบาลไว้ให้ครับ รับรองเก็บเสียงได้ดี อยู่ใกล้ ๆ กับห้องที่จัดเตรียมให้พวกแฟนคลับเอาดอกไม้ ของเยี่ยมมาให้นั่นแหละ คนที่มาก็ไม่มาก ไม่น่าวุ่นวายอะไร อีกอย่างพ่อเขาให้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง ต้องเสร็จงานก่อนทุ่มนึง” โดมอธิบาย

            “อย่างนั้นก็พอไหว น่าจะไปได้จ้ะ” ลานน้ำค้างรับปาก

            “แล้วผมจะรอนะ...”

            “จ้า...”



            นี่ไม่ใช่โทรศัพท์สายเดียวที่มาถึงลานน้ำค้าง พอวางหูจากโดม ก็มีอีกสายจากเลียบเมือง...บอกข่าวที่ทำให้เธอดีใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้

            “นักสืบได้ข้อมูลของแม่ปัณรสีแล้วนะ”

            “จริงหรือคะ แกชื่ออะไร อยู่ที่ไหน”

            “ชื่อกาญจนา บ้านอยู่จังหวัด...” เลียบเมืองบอกชื่อจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก

            เพียงได้ยินแค่ชื่อนั้น ลานน้ำค้างก็ถอนใจโล่งอก ชื่อที่นักสืบได้มา ตรงกับชื่อในจดหมายคุณสันติ ตรงกับชื่อเจ้าของภาพถ่ายในกล่องไม้

            “กาญจนา” เป็นชื่อที่ลานน้ำค้างไม่กล้าเอ่ยออกมาก่อน เพราะต้องการยืนยันว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ มาถึงเวลานี้การคาดเดาของเธอไม่ผิดพลาด แม่ของปัณรสีคือคนรักเก่าของคุณสันติ

            “แล้วเราจะไปหาเธอเมื่อไหร่คะ”

            “ผมตั้งใจจะไปพรุ่งนี้ ลานจะไปด้วยมั้ย”

            “ไปสิคะ...อ้อแล้วลานมีข้อมูลพิเศษเพิ่มเติม อยากให้คุณปอนทราบด้วย” ถึงอย่างไร ลานน้ำค้างก็เรียกเขาว่า ‘พี่ปอน’ ไม่ได้สักที

            “ข้อมูลอะไร บอกผมตอนนี้เลยได้มั้ย” เขาพูดอย่างใจร้อน อยากรู้

            “เป็นเอกสารบางอย่างค่ะ บอกทางโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องรบกวนให้มาดูเอง” ลานน้ำค้างบอก

            “งั้นเย็นนี้ผมแวะไปหา เจ้าปันปันก็บ่นคิดถึงคุณเหมือนกัน”

            “เย็นนี้ไม่ว่างค่ะ มีธุระต้องออกไปข้างนอก”

            “น่าเสียดายจริง ลานจะออกไปไหนหรือ”

            “ไปให้กำลังใจน้องคนนึงค่ะ” ลานน้ำค้างตอบ ไม่มีเจตนาปิดบัง แต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องเล่าละเอียด

            เลียบเมืองไม่เซ้าซี้ เขานัดเวลามารับหญิงสาวเรียบร้อยก็วางหู ในน้ำเสียงยังมีความสงสัยใคร่รู้ ‘ข้อมูลพิเศษ’ นั้น แต่ก็ไม่ถามมากความ

            ลานน้ำค้างถอนใจโล่งอก หวังว่าพรุ่งนี้คงจะเคลียร์ปัญหาของเลียบเมืองกับปัณรสีได้ด้วยดี...



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved