สติปัฏฐาน (ตอนที่ ๑)
สารส่องใจ Enlightenment


พระธรรมเทศนา โดย พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
แสดงธรรมเมื่อ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑



เบื้องหน้าแต่นี้เป็นต้นไป เป็นเวลานั่งสมาธิภาวนา
ให้พากันนั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาวางทับมือข้างซ้าย
ตั้งกายให้เที่ยงตรง หลับตา นึกภาวนาพุทโธ พร้อมกับลมหายใจเข้าหายใจออก
ในขณะที่เรานั่งสมาธิภาวนานี้ จงรวมจิตใจเข้ามาในบริกรรมภาวนานี้
หรือในการได้ยินได้ฟังอุบายธรรมต่างๆ
เมื่อเสียงเข้าไปถึงที่ไหน รู้สึกในใจที่ไหน ก็ให้รวมจิตใจลงไปที่นั้น
ที่นี้แหละที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันธรรม เป็นธรรมที่ปฏิบัติ



ผู้ใดรวมใจของตนเข้าไปภายในปัจจุบัน
ย่อมถึงซึ่งความไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน
จิตใจที่อ่อนแอท้อแท้จะได้แข็งแรงขึ้น
ด้วยสติความระลึกได้ในการบริกรรม ในการฟังธรรม



สตินี้ก็เกิดขึ้นจากใจเหมือนกัน
เกิดขึ้นจากดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ ฟังอยู่ เจริญอยู่ บริกรรมอยู่
เกิดขึ้นจากที่นี้เอง เรียกว่าสติ - ความระลึกได้
เมื่อสติ ความระลึกได้ มีความรู้สึกอยู่ในใจในตัว
ตัวสตินี้ก็ยังให้จิตในที่รู้อยู่นี้แหละตั่งมั่น
สงบระงับ ไม่แส่ส่ายไปกับสังขาร วิญญาณ กริยาอาการของจิต
ดวงจิตดวงใจจะได้รวม ได้สงบเข้ามาอยู่ในจิตใจของตนจริง มีสติทุกเวลา



สตินี้สำคัญมาก ในมหาสติปัฏฐานท่านให้เอาสตินี้แหละระลึกอยู่ในกาย
กาย มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อาการ ๓๒
เรียกว่า กาย เนื้อตัว ตัวตนคนเรา
ให้ระลึกอยู่ในร่างกาย คือ ร่างกายนี้กำหนดพิจารณาให้เห็นตามสภาวะความเป็นจริง
ให้กำหนดลงไปในหลักอสุภะ คือว่าไม่งาม
ในร่างกายของคนเรานี้ เราดูผิวเผินก็เป็นของสวยสดงดงาม
แต่ถ้าดูให้ถี่ถ้วนเข้าไปทางนอกทางในแล้ว
ดูทวารทั้ง ๙ ที่มันไหลเข้าเทออกอยู่แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า
ร่างกายของคนเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ
เต็มไปด้วยบุพโพ – น้ำเหลือง โลหิตัง – น้ำเลือด


เมื่อผู้ใดมากำหนดภาวนาเพียรเพ่งดูให้รู้ว่าเป็นของปฏิกูลโสโครกจริงๆ
จิตของผู้นั้นย่อมมีความสงบระงับ ย่อมเห็นได้ว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย
จะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ได้ เป็นบุคคลก็ไม่ได้ จะว่าเป็นตัวเราของเรา อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น
เรียกว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา



จงกำหนดให้เห็นว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย โดยสมมุติบัญญัติก็ว่ากาย
แท้ที่จริงมันก็ตั้งชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ภายใน ๑๐๐ ปีนี้ก็จะเข้าถึงความแตกความดับ ความทำลาย ตามสภาพของกาย
เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ท่านให้กำหนดให้เห็นว่าร่างกายก็สักแต่ว่ากายเท่านั้น



เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอาสติมาระลึกเวทนา
สุขเวทนา ได้แก่ความสบาย ทุกขเวทนา ได้แก่ความไม่สบาย
(ส่วนที่เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่าอทุกขมสุขเวทนา)
เวทนานี้สักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เหมือนกัน
การที่จิตมายึดเอาถือเอา สบาย ก็มายึดว่าเราสบาย แท้จริงแล้วกายเขาสบาย
เขาไม่สบาย เวทนาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วระยะเวลา
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน
อาศัยสติ เป็นผู้ระลึกดู ระลึกอยู่ ไม่ให้จิตใจหลงใหลไปที่อื่น เรียกว่า สติปัฏฐาน



จิต ความคิดความนึกที่เกิดขึ้นจากดวงจิตดวงใจ
แล้วก็แส่ส่ายไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย อารมณ์สบายไม่สบาย
จิตนี้ก็สักแต่ว่าจิตเหมือนกัน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
ให้สตินี้แหละเป็นผู้ระลึกอยู่ทุกความคิดที่เกิดขึ้น
เมื่อมีสติอยู่ก็จะเห็นว่าความคิดนึกเหล่านั้น
มันเกิดขึ้น มันก็ดับไป เกิดขึ้นก็ดับไปเท่านั้นเอง
ไม่ให้จิตใจหลงใหลไปกับความคิดความนึกของดวงจิตอันนั้น
เรียกว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเราเหมือนกัน
เมื่อรู้ เข้าใจ จิตใจจะได้ปล่อยวาง
จะได้สงบระงับตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจดวงที่รู้อยู่นี้ พร้อมด้วยสติปัฏฐาน



ธรรมารมณ์ อันเกิดกับในจิตใจนี้เหมือนกัน
อารมณ์ของจิตที่มันปรุงไปแต่งไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย
อารมณ์ทุกอย่างที่มากระทบตา กระเทือนหู ก็เป็นธรรมารมณ์อยู่ในจิตอันนี้
ก็ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตนของบุคคลผู้ใดเหมือนกัน



จงเป็นผู้มีสติระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ท่านให้ชื่อว่า สติปัฏฐาน
เมื่อระลึกได้ธรรมดาเรียกว่าสติปัฏฐาน
เมื่อระลึกได้จนเป็นมหาสติปัฏฐาน เรียกว่า สติใหญ่ ใหญ่จนไม่หลง
อะไรเกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรม ย่อมรู้ได้เข้าใจว่า จิตยึดถือหรือไม่ยึดถือ
จิตใจเลิกได้ละได้ หรือเลิกไม่ได้ละไม่ได้ เห็นแจ้งตามความเป็นจริงหรือไม่



สติอันนี้ต้องระลึกให้มากที่สุด
ในทางมหาสติปัฎฐาน ท่านให้นึกอยู่จนกระทั่งว่าไม่พลั้งไม่เผลอ ไม่หลงไม่ลืม
แม้ร่างกายจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ท่านก็ให้มีสติอยู่ทุกเวลา
หลับตา ลืมตา มือ เท้า เดินไปก็มีสติ มือจะแตะต้องที่ไหน
ก็มีสติ ระลึกอยู่ทุกเวลา เรียกว่าเป็นมหาสติปัฏฐาน



เมื่อการระลึกได้อยู่ทั้งกายวาจาจิตทุกขณะ
กาย เวทนา จิต ธรรม จะเคลื่อนไหวไปมาสงบระงับ ก็ระลึกได้อยู่ทุกเวลา
ไม่หลงใหลไปอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีสติอยู่ทุกขณะทุกเวลา
ไม่ใช่เวลาพูดออกมาจึงมีสติ ไม่ว่าทำอะไร สติพร้อมทุกอย่าง
จะพูดจาปราศรัยก็มีสติ ก่อนจะพูดก็มีสติ พูดอยู่ก็มีสติ พูดจบไปแล้วก็มีสติ
ก่อนที่เราจะทำอะไร จะเคลื่อนไหวร่างกาย
จะทำการงานใด ๆ ก็เรียกว่ามีสติความระลึกได้
เวลาทำอยู่ก็มีสติ เวลาทำแล้วไปก็มีสติ
ระลึกอยู่ในตัว ในกาย ในจิตนี้ ในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้อยู่เสมอ



อะไรผิดอะไรถูกก็ให้มีสติระลึกดูพิจารณาดู
จนให้จิตใจนี้เข้าใจในสติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐาน
จนทำให้ปฏิบัติได้ไม่ต้องให้เผลอทีเดียว
มันคิดอะไรอยู่ในจิตนั้น คิดภาวนาหรือคิดนอกภาวนา
คิดภายในกายในจิต หรือว่าคิดนอกกายนอกจิต
มันคิดอิจฉาพยาบาทคนโน้นคนนี้ เกลียดคนโน้นชังคนนี้ไหมในจิตนี้ ก็ให้ระลึกดูให้ได้



ผู้มีสติแล้วจิตจะวางเฉยได้ อย่างว่าความเกลียดความกลัว
ความหวาดสะดุ้งขนพองสยองเกล้า อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น
ถ้ามีสติความระลึกอยู่ ไม่หลงใหลออกไป ก็ไม่โกรธ ไม่ไปพยาบาทอาฆาตจองเวรใคร
ในจิตใจที่มีสติปัฏฐานอยู่นั้น ไม่ไปรักใคร ไม่ไปชังใคร ไม่ไปดุด่าว่าร้ายให้แก่ใคร
ไม่ไปทำร้ายให้แก่บุคคลผู้ใด ไม่อิจฉาตาร้อนใคร เรียกว่ามีสติภาวนาเรื่องของตัวเองอยู่



คนอื่นผู้อื่นนั้นให้ยกไว้เป็นเรื่องของเขา
เขาเกิดมาเองไม่ใช่เราทำให้เกิด เขาแก่ไปเองไม่ใช่เราทำให้แก่
เขาเจ็บไข้ได้ป่วยไปเอง ไม่ใช่เราทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย เขาตายไปเอง
เราก็เหมือนกัน เราเกิดมาเอง แก่ไปเอง เจ็บไปเอง ตายไปเอง
ทำไมจึงมาอิจฉาพยาบาทแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
อิจฉาพยาบาทแล้วดีอย่างไร เกิดประโยชน์อะไร



คิดดูให้ดี ในจิตใจของคนเรานี้ เมื่อคิดดูให้ดี มีสติดี มีสมาธิดี มีปัญญาดี
เมื่อภายในดี ภายนอกไม่ต้องว่า มันต้องดีไปเพราะมันดีภายใน
แต่ว่าถ้าภายในนี้แหละขาดสติปัฏฐาน
ไม่ระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม อันเป็นภายในของตัวเอง
มัวแต่ไปคิดไปปรุงไปข้องใจ อิจฉาพยาบาท เบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่
ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ไม่ชื่อว่าเป็นนักภาวนา
ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีมหาสติปัฎฐาน เมื่อสติภายในไม่มี
ฉะนั้นต้องเจริญ ระลึกอยู่ในดวงจิตดวงใจของตัวเอง



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - - - - - - - - - -


จากพระธรรมเทศนา “สติปัฏฐาน” ใน พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒ โดย ปฐมและภัทรา นิคมานนท์ ฉบับพิมพ์เมื่อมกราคม ๒๕๕๐.


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP
 

Copyright © 2009-2010 DLiteMag.com - All Rights Reserved